ขึ้นไว้ที่โพนทางใต้หลังหนึ่งแล้วไปด้วยทองคำ 

       ครั้นถึงเวลาเช้า พระอรหันต์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เดินตามสะพานนั้นเข้าไปบิณฑบาตในพระนครเป็นปกติมิได้ขาด  เมื่อถึงวันพระเป็นต้นว่า วันขึ้น ๗, ๘, ๑๔, ๑๕ ค่ำ วันแรม ๗, ๘, ๑๔, ๑๕ ค่ำ บุรีจันออกไปรักษาศีลอยู่ปราสาทหลังหนึ่งที่โพนทางใต้พระนครมิได้ขาด  ครั้นรุ่งเช้าใส่บาตรเวนข้าวสงฆ์เสร็จแล้วก็ไปกระทำสักการพระพุทธรูปในพระอารามวัดสวนอ้วยล้วย และฟังพระธรรมเทศนาซึ่งพระอรหันต์เป็นผู้แสดง  ครั้นเสร็จแล้วออกมากระทำสักการะ และอุทิศส่วนกุศลไปให้พญานาคและเทวดาที่น้ำส่างไม้ดู่นั้นเป็นปกติมิได้ขาด

       ครั้งนั้นมหาพุทธวงศา ให้มหาสัชชดีอยู่สั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ที่วัดสวนอ้วยล้วย  ส่วนตัวมหาพุทธวงศานั้น ไปนำเอาพระธาตุพระอรหันต์ขีณาสพที่เป็นวงศ์แห่งพระศาสดา มารวมไว้ในที่อยู่แห่งตน แล้วจึงบอกกับบุรีจันว่า จะบรรจุพระธาตุพระอรหันต์ไว้ ณ ที่นี้  ให้ขุดดินลงลึก ๕ วา กว้าง ๓ วา  ก่อด้วยอิฐให้เป็นรูปปราสาทเจดีย์ แล้วเอาแผ่นเงินเรียงปูรองในภายในปราสาทนั้น แล้วจึงเอาพระธาตุพระอรหันต์นั้นๆเข้าบรรจุไว้ในที่นั้น  จึงเอาหินหมากคอมถมให้แน่นหนาเรียบร้อย จึงหมายสีมาเสมอยอดปราสาทนั้น  สูง ๓ วา  กว้าง ๑ วา  คนทั้งหลายจึงได้เรียกที่นั้นว่า “ป่ามหาพุทธวงศา”  มีฉันทะพร้อมกัน พันท่อง หนองจัน วัดสวนอ้วยล้วย สัชชดี แต่นั้นมา

 

เชิงอรรถ

 

       ครั้งเมื่อพระมหากัสสปเถระเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย  เมื่อเสร็จการก่ออุโมงค์และประดิษฐานพระอุรังคธาตุที่ภูกำพร้าแล้ว ก็กลับไปสู่เมืองราชคฤห์  พระมหากัสสปเถระเจ้ามองเห็นสามเณร ๓ องค์เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในการปฏิบัติถูกต้องตามคำสั่งสอน  มีความเพียรในการกระทำสมถะวิปัสสนา  สามเณรทั้ง ๓ องค์นี้  เมื่อบวชเป็นภิกษุก็ได้สำเร็จพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง ๓ องค์  องค์หนึ่งมีนามว่าพุทธรักขิต  องค์หนึ่งมีนามว่าธรรมรักขิต  อีกองค์หนึ่งมีนามว่าสังฆรักขิต  พระอรหันต์ทั้ง ๓ องค์นี้มาแต่เมืองราชคฤห์ มาอยู่ “หนองกก” ใกล้กับภูเขาหลวง

       พุทธรักขิต จึงไปนำเอามหารัตนกุมารพี่น้องแต่เมืองอินทปัฐนครมาบวชในพระพุทธศาสนา แล้วไปอยู่ที่ริมเมืองฟากฝั่งแม่น้ำของฝ่ายตะวันออก สอนวิปัสสนาภาวนาอยู่ในที่นั้น  หมื่นกลางโรงจึงสร้างหอแพให้อยู่ ที่นั้นจึงได้เรียกว่า “หอผา” มาแต่ครั้งนั้น

       ส่วนเจ้าธรรมรักขิต ก็ไปนำเอามหาสุวรรณปาสารทกุมารพี่น้องแต่เมืองจุลณีพรหมทัตมาบวช แล้วสอนวิปัสสนาภาวนาอยู่ในเวียงงัวใต้ปากห้วยคุคำ หมื่นกลางโรงสร้างวิหารให้อยู่ในที่นั้น

       พระสังฆรักขิตนั้น ไปนำเอาเจ้าสังขวิชกุมารมาบวชอยู่ที่เมืองลาหนองคาย น้าเลี้ยงพ่อนมสร้างวิหารให้อยู่  เจ้าทั้ง ๕ องค์นี้เมื่อได้เรียนวิปัสสนาภาวนากับด้วยพระอาจารย์ทั้ง ๓ ของตนๆ  ครั้นบวชเป็นภิกษุก็ได้ถึงพระอรหันต์ทั้ง ๕ พระองค์โดยลำดับ

 

เชิงอรรถ

 

       พระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์นี้มีนามว่า มหารัตนเถระหนึ่ง จุลรัตนเถระหนึ่ง มหาสุวรรณปาทเถระหนึ่ง จุลสุวรรณปาทเถระหนึ่ง สังขวิชเถระหนึ่ง  พระพุทธรักขิต, ธรรมรักขิต, สังฆรักขิตเถระ, ผู้อาจารย์จึงนำเอาสานุศิษย์ทั้ง ๕ นี้ไปสู่เมืองราชคฤห์

       อยู่มากาลวันหนึ่งเป็นฤดูหนาว บุรีจันออกไปจำศีลเวนข้าวและให้อัคคิทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้พญานาคและเทวดา ครั้นถึงเวลาเย็นก็เข้าไปนอนในปราสาท  พอเวลาจะใกล้รุ่งพญานาคเนรมิตเป็นมนุษย์นุ่งขาวห่มขาว นำเอาแก้ว ๗ ประการใส่พานทองแล้วใส่ถุงแพรขาว พร้อมด้วยรูปกงจิตรแก้วและรูปท้าวรูปนาง กับทั้งพานดอกไม้ธูปเทียนคุกเข่าเข้ามาให้

       ส่วนรูปจิตร์แก้วนั้นแล้วไปด้วยทองคำ รูปท้าวรูปนางนั้นแล้วไปด้วยเงินเรียง  ผ้าขาวจึงบอกกับเจ้าบุรีจันว่า  เจ้าได้นางอินทสว่างลงฮอดซึ่งท้าวคำบางผู้เป็นบิดามารดา ท่านมีความปรารถนาจะนำไปถวายให้เป็นมเหษีพระยาสุมิตตวงศามรุกขนคร อย่าได้โทษแก่พญานาคทั้งเทวดาที่ยินดีกับด้วยบุรีจันๆท่านจงเอาถุงจิตร์แก้วอันนี้ไปคารวะพระยาสุมิตตวงศานั้นเทอญ  บุรีจันคิดถึงความหลังของตนจึงรับว่า สาธุ สาธุ  พญานาคซ้ำให้ทองคำ ๑,๐๐๐ ตำลึง แล้วก็อันตรธานหายไป

       เมื่อบุรีจันกลับมาจากจำศีลไปสู่พระราชฐานแล้ว จึงตกแต่งเครื่องบรรณาการ พร้อมทั้งข้าวของอันพญานาคนำมาให้นั้น ให้หมื่น

 

เชิงอรรถ

 

สาร หมื่นนาใต้ หมื่นนาเหนือ หมื่นสองเมือง หมื่นเชียงชู และพันนาเมือง นำไปถวายพระยาสุมิตตวงศามรุกขนคร  เมื่อพระองค์ทรงแล้วยังเครื่องบรรณาการ  ขณะนั้นปราสาทหลังหนึ่งก็บุจากพื้นดินขึ้นมา พร้อมทั้งพระราชโรงหลวงหลังหนึ่งกว้าง ๑๙ ห้องล้วนแล้วด้วยทองคำประดับประดาไปด้วยแก้ว มีทั้งพระราชอุทยานประกอบไปด้วยพืชผลเป็นต้นว่า ข้าวโพด, สาลี, พร้าว, ตาล, หวาน, ส้ม, กล้วย, อ้อย, หมาก, พลู, ถึงแม้ว่าพืชข้าวกล้าก็บังเกิดมีขึ้นในพระราชอุทยานนั้นทุกประการ

       อันนี้ก็ด้วยอานิสงส์ผลที่พระองค์ได้ใส่บาตรพระศาสดาเมื่อครั้งเป็นพระยาติโคตรบูรครั้งโน้น  ความอันนี้ก็ลือชาปรากฏไปถึงท้าวพระยาร้อยเอ็จพระนครๆมีความชื่นชมยินดี และมีความปรารถนาจะใคร่เห็น  อันนี้ก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้อุ้มบาตรไปส่งพระศาสดาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น

       ครั้งนั้นพระยาร้อยเอ็จพระนคร จึงพร้อมกันนำราชธิดาเมืองละองค์พร้อมทั้งบริวารนางละ ๕๐๐ คน  ช้างพลาย ๑๐ เชือก  ช้างพัง ๑๐ เชือก  ม้า ๑๐ ม้า  พร้อมทั้งควาญและนายม้า กับทั้งทองคำอีกเมืองละ ๑๐๐,๐๐๐ ตำลึง เป็นเครื่องราชบรรณาการนำเข้ามาถวาย แล้วพร้อมกันราชาภิเษกขึ้นเป็นพระยาสุมิตตธรรมิกราชาธิราชเอกราชมรุกขนคร  ครั้นเสร็จการราชพิธีแล้ว พระยาร้อยเอ็จพระนครจึง

 

เชิงอรรถ “บุ” ผุด

 

พร้อมกันกลับไปสู่พระนครของตนๆ

       ครั้นถึงฤดูกาลออกพรรษาสังขารปีใหม่  พระยาร้อยเอ็จพระนครจึงแต่งให้อำมาตย์จำทูลพระราชสาสน์พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการดอกไม้เงินทอง เข้ามาถวายพระยาสุมิตตวงศาธรรมิกราชาธิราชเอกราช

       ครั้งนั้นพระยาสุมิตตวงศาพระองค์พระราชทานคนใช้แก่อำมาตย์บุรีจันมี หมื่นจรศ เป็นต้น กับทองคำอีกหนัก ๑,๐๐๐ ตำลึง และเสื้อผ้าให้ครบถ้วนทุกคน แล้วพระองค์ทรงจัดนาง ๒ นางไปประทานบุรีจัน  นางหนึ่งชื่อมงคลกตัญญู เป็นเชื้อวงศ์ชาวจุลณี  อีกนางหนึ่งชื่อมังคลทปาลัง เป็นเชื้อวงศ์ชาวราชคฤห์ พร้อมด้วยข้าทาสบริวารนางละ ๕๐๐ คน  ช้างพัง ๒๐ เชือก ช้างพลาย ๒๐ เชือก  ม้า ๒๐ ม้า พร้อมทั้งควาญและนายม้า  เงิน ๑๐,๐๐๐ ตำลึง ทอง ๑๐,๐๐๐ ตำลึง เสื้อผ้าสิ่งละ ๑๐,๐๐๐ พร้อมทั้งเครื่องปัญจราชกกุธภัณฑ์  มอบให้พราหมณ์ทั้ง ๕ ที่รู้จบไตรเพทเป็นหัวหน้า มีมังคลพราหมณ์หนึ่ง จุลมังคลพราหมณ์หนึ่ง ไชยพราหมณ์หนึ่ง สิทธิพราหมณ์หนึ่ง จิตตวัฒนพราหมณ์หนึ่ง  ทั้ง ๕ นี้ให้น้อมนำไปราชาภิเษกบุรีจัน  ครั้นถึงวันมหาพิไชยฤกษ์อันดี จึงตรัสสั่งให้ออกเรือขึ้นมาสู่เมืองบุรีจัน

       ครั้นมาถึงแล้ว พราหมณ์ทั้ง ๕ จึงให้จอดเรือที่ท่าหอแพ  หมื่นกลางโรงจึงไปบอกหมื่นนันทอารามน้าเลี้ยงพ่อนมให้มาพร้อมกัน แล้วสร้างแปงราชสำนักที่พักที่อาศัยขึ้น ๒ หลัง พร้อมทั้งหอขวาง

 

เชิงอรรถ

 

หลังหนึ่งให้นางทั้ง ๒ อยู่ และสร้างขึ้นสำหรับเก็บข้าวของหลังหนึ่งสำหรับให้พราหมณ์ทั้ง ๕ อยู่อีก ๒ หลัง  ถ้อยคำอันนี้จึงได้ลือชาปรากฏไปว่า “หอผา ท่าแขก พราหมณ์มา”

       พระยาสุมิตตธรรมเจ้าพระองค์จึงให้หมื่นนันทะผู้เป็นปราชญ์มาบอกเขตต์แดนเมืองให้แต่ปากสดิงมาโดยลำดับ  คนทั้งหลายที่แตกตื่นอพยพหนีมาแต่เมืองร้อยเอ็จประตูครั้งนั้น ก็มาขึ้นกับด้วยหมื่นนันทะกลางโรงผู้เป็นปราชญ์นั้น มีหมื่นหลวงกลางเมืองเป็นต้นและหมื่นรามเมือง หมื่นประชุมนุมเมือง หมื่นพระน้ำรุ่ง หมื่นเชียงสา  ครั้นมาถึงราชสำนักก็ตั้งพักอยู่ ณ ที่นั้น

       ครั้งนั้นหมื่นแก่มาตั้งอยู่ที่ริมน้ำของแต่ปากห้วยคุคำไปเหนือ  คนทั้งหลายจึงชุมนุมพูดจากัน นางทั้ง ๒ จึงว่า “เขตต์แดนอย่าฟ้าวให้เราไซร้”  พันแก่ได้ยินดังนั้นจึงนำความไปบอกแก่พราหมณ์ทั้ง ๕ๆจึงนำเครื่องกกุธภัณฑ์พร้อมทง(อาจจะเป็น “ทั้ง”/ผู้พิมพ์)เครื่องบรรณาการนั้นๆไปราชาภิเษกบุรีจัน

       ครั้งนั้นบุรีจันจึงแต่งอำมาตย์ออกไปรับพราหมณ์เข้ามา  เมื่อเสร็จพิธีราชาภิเษกแล้ว พราหมณ์ทั้ง ๕ จึงทูลบุรีจันว่า  บัดนี้พระยาสุมิตตธรรมพระองค์มีอาชญาให้ข้าพเจ้าทั้งหลายนำนางทั้ง ๒ มาถวายพร้อมเขตต์แดนบ้านเมือง ขอให้พระองค์ไปรับเอา  พระยาสุมิตตธรรมพระองค์เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาในชมพูทวีปๆเทียรย่อม

 

เชิงอรรถ ๑ บางแห่งเป็นกระดิง

 

นำเอาราชธิดามาถวาย  ผิว่าพระองค์จะเอานางทั้ง ๒ นี้มาพร้อม ณ บัดนี้ ก็เหมือนดังพระองค์เป็นผู้น้อยและมีอำนาจอ่อนกว่าบุรีจัน  อนึ่งก็ยังไป่ได้ราชาภิเษก  ถึงแม้ราชาภิเษกแล้วก็ไป่ควร นางทั้ง ๒ นี้ก็เป็นเชื้อวงศ์ใหญ่โต

       คำอันนี้อำมาตย์ทั้งหลายมี หมื่นกลางเมืองหนึ่ง หมื่นรามเมืองหนึ่ง หมื่นประชุมนุมเมืองหนึ่ง หมื่นพระน้ำรุ่งหนึ่ง หมื่นเชียงสาหนึ่ง หมื่นแก่หนึ่ง หมื่นกลางโรงหนึ่ง หมื่นนันทอารามหนึ่ง น้าเลี้ยงพ่อนม  เขาทั้งหลายเหล่านี้มีความวิตกตามปัญญาอันส่องแจ้งในธรรมอันเลิกแลบ (...ตามต้นฉบับมีไม้ไต่คู้อยู่เหนือสระอิของ “เลิก” ด้วย.../ผู้พิมพ์)  ความจริงนั้นพระยาสุมิตตธรรมพระองค์ก็มิได้อาณัติแต่หากว่าเขาทั้งหลายมีความวิตก จึงมิได้ให้พราหมณ์นำนางทั้ง ๒ มา  พระองค์มีธรรมจินดารำพึงถึงคลองสาธุนรธรรมกตัญญูและในปุตตภริยบริจาคแท้จริง  ที่พระองค์ให้ชื่อนางที่นำมาถวายนั้นมีชื่อว่า “มังคลกตัญญูหนึ่ง” “มังคลทปาลังหนึ่ง” นั้นเป็นปัญหาคุณตอบแทนแก้วเพื่ออภัยโทษที่บุรีจันได้พาเอานางอินทสว่างลงฮอดมาเป็นภรรยา

       อีกอย่างหนึ่งพระองค์ชอบให้เป็นมงคลแก่บุรีจัน เพื่อจะได้ค้ำชูพระพุทธศาสนาไปภายหน้า เหตุนี้พันแก่จึงได้นำเอาข่าวสาสน์นั้นๆขึ้นมาทูลปฏิบัติให้บุรีจันๆคิดถึงในถ้อยคำนั้นๆจึงได้แต่งเรือให้ไปรับเอา

 

เชิงอรรถ ๑ “เลิกแลบ” ละเอียด สุขุม

 

พราหมณ์ขึ้นมา  เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๕ มาถึงแล้ว จึงได้นำเครื่องบรรณาการพร้อมพระราชสารเข้าไปถวายบุรีจันๆก็กระทำการเคารพในพระราชสาร  ขณะนั้นพราหมณ์ทั้ง ๕ จึงได้พิจารณาดูลักษณะของบุรีจันตามคัมภีร์เพทที่ตนได้เล่าเรียนมานั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นโพธิสัตว์ที่ได้รับลัทธพยากรณ์มาแล้ว  ทันใดนั้นพราหมณ์ทั้ง ๕ จึงได้ดูนามและโคตรของบุรีจันก็รู้ได้ว่าเป็นตระกูลพ่อนา  พระอรหันต์จึงได้ให้ชื่อว่า “บุรีอ้วยล้วย”

       แล้วพราหมณ์ทั้ง ๕ จึงพร้อมกันถวายโฉลกโคลงไว้คนละบท  มังคลพราหมณ์ผู้ใหญ่กว่าพราหมณ์ทั้ง ๔ จึงกล่าวว่า ผู้มีบุญอรหันตาจึงให้ชื่อรีพำบารมีธรรมถ้วนแล้ว อวยจันทนาคเทวดาผายโผด ลวยรูปลุลาภได้อินทสว่างโสรจ เสวยราชควรแลนา

       จุลมังคลพราหมณ์จึงกล่าวโฉลกโคลงปฏิโลมว่า ลวยตมตูปกระทำนำให้เป็นเหตุ อวยโพเสียเพศร้ายวิปาโก ปูมใหญ่รีบ่ใช่โยโสสามานย์ ท่านพึ่งบุญบุรพชาติเชื้อ แหม่นบาทโพธิญาณแลนา

       แล้วพราหมณ์ทั้ง ๕ จึงพิจารณาดูลักษณะของนางอินทสว่างลงฮอด เห็นว่านางนี้ถูกต้องตามอิตถีลักษณะ เป็นเมียบุราณทุติยิกาบุรีจันจึงได้เป็นผัว  ไชยพราหมณ์จึงได้กล่าวโฉลกโคลงว่า นางนารีปัญจกัลยาณีพร่ำพร้อม มีศรีอินทรสักกะปราณีทรงธรรมทอดไว้ ธเทวินทร์แต่งนำแนมให้บุรีจันเป็นใหญ่ส่างกระสัน ให้หายโภยภัยจริงแลนา

 

เชิงอรรถ

 

       สิทธิพราหมณ์จึงกล่าวปฏิโลมว่า สว่างสนิทนิทแหน่งเนื้อนอนเนือง ทรงโฉลกธจึงแถลงภายโยค ให้เอาบุรีจันเป็นใหญ่ อินทรกร่างเกราแสรงเพศ เหตุแค้นคำเคือง นางนารีบุญเปืองลาภล้นเลยเรื่อเรืองงามแลนา

       ทันใดนั้น จิตตวัฒนพราหมณ์จึงเอาชื่อบุรีจันอ้วยล้วยและนางอินทสว่างลงฮอดนั้น มาเข้าประสมกันเป็น ๘ บทได้ ๒ โฉลกอธิบายดังนี้  “บุ, นาง, รี, อินทร์,” ๔ บท และ “อวย, ธ, ลวย, สว่าง” ๔ บท  ปุบขึ้นแหม่นผัวบุราณก่อน นางลุได้ทัวระการพ้นโลก รีชะอินทรสมภารมีบ่ห่อนเปล่า อินทร์วางให้บริโภค ทรงโฉมจริงแลนา อวยลวดให้คันธรสฟุ้งซ่าน ธทรงทอดเนื้อมรโฉมสายสะอาด ลวยลวดใค้ ลวดใค้ลือชา ทั้งเมืองสว่างแสลงเบื้อง ยอเมืองมอบให้จริงแล

       เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๕ พิจารณารำพึงถึงพระยาสุมิตตธรรมเจ้าและบุรีจันเปรียบเทียบกันดูจึงกล่าวเป็นโฉลกว่า  สุ, มิต, ต, ธรรม, เอาวาทะ ๔ ตัวนี้  มังคลพราหมณ์อ่านเป็นโฉลกว่า “สุใจจงสว่างแจ้งโพธิญาณ มิตตทรงธรรมสมภารเสมอภาค ตติยชาติเชื้อสืบสร้างศาสนา ธรรมราชาอาชาไนยจิตต์คิดขอดจริงแล”

       จุลมังคลพราหมณ์จึงกล่าวเป็นคำโฉลกว่า “ธรรมราชาชาติเชื้อโคดม ตติยทัวระเทียวสมภารสืบสร้าง มิทธิไป่ได้ม้างเมือฟ้าห้าพันวัสสา ยังสุดเสี้ยงแล้วเมือฟ้าพร้อมเมตไตรยลงแลนา

 

เชิงอรรถ

 

       ขณะนั้นไชยพราหมณ์จึงมารำพึงถึงนางเทวีแก้วจึงกล่าวเป็นโฉลกว่า  “นางนารีพร่ำพร้อมอัธยาศัย ธทรงกรรมเป็นปัจจัยตกแต่ง วีให้เย็นแอ้งแม่งบ่อร้อนแก่หัวใจ  แก้วเกิดเป็นมัทรีแทบเท่านีรพานจริงแลนา

       สิทธิพราหมณ์กล่าวโฉลกปฏิโลมว่า  “แก้วเกิดเป็นเมียแก้ว ใจผัวแผ้วในการบุญ มีคำรักชื่นช้อย วีวอนขึ้นเวหาปอมเมฆ ได้เป็นเอกภริยา เทพดาให้ลักขณะแวนยิ่ง นางนรทัพพาทรงแท่น แล้วจึงได้ชื่อว่าเทวีแก้วจริงแท้บ่สงสัยแลนา”

       จิตตวัฒนพราหมณ์จึงกล่าวเป็นคำโฉลกว่า  สุ, นาง, มิต, เท, เข้ากันเป็น ๔ บท  ต, วี, ธรรม, แก้ว, เป็น ๔ บท จึงกล่าวเป็นโฉลกว่า  “สุจิตตเสียวสวาสดิแจ้งในบุรพ นางคูนค้ำให้ทรงธรรมทานแจก มิตตจึงยกแยกขึ้นทูนทั่วสีสัง เททอดให้พุทธสงฆ์ชั่วเขตต์นิพพานแลนา ตะตัปปังจักให้แพ้ยังตัณหา วิวาจากรรมฐานังบ่อห่อนเคียดเดียดแก่ใจ ธรรมาเป็นอุปนิสสัยสังเขต แก้วอันให้แล้วเหตุนิพพานจริงแล

       เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๕ กล่าวโฉลกเสร็จแล้ว จึงถามหาน้ำมงคลเพื่อจักเอามาราชาภิเษกบุรีจัน  คนทั้งหลายจึงไปเอาน้ำแม่ของและน้ำบ่อและน้ำสระพังที่ว่าเป็นมงคลนั้นมาให้ พราหมณ์ทั้งหลายไป่เอา  ให้คนทั้งหลายไปหาน้ำมงคลที่พญานาคได้กระทำไว้นั้นจึงจะเอา คนทั้งหลายบอกว่าไม่มี  จะสระสรงมหากษัตริย์ก็เทียรย่อมเอาน้ำแม่ของ

 

เชิงอรรถ


จัดทำโดย : ทีมงาน Khongriverso.com


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2013 เวลา 05:08 น.)