อุรังคธาตุ 

ตำนาน พระธาตุพนม 


 

       นโม พุทธาย  จักกล่าวยังอุรังคธาตุนิทาน ปาทลักษณนิทาน ศาสนานครนิทาน อันพระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์ แปลไว้ให้แจ้งแก่นักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย  นิทานอันนี้ พระพุทธเจ้าทรงทำนายปลายเมือหากก บุคคลผู้มีปัญญาจึงค่อยพิจารณาดูให้แจ้งเทอญ 

       เมื่อพระพุทธเจ้ายังธรมานอยู่สำราญในเชตะวันอารามยามใกล้รุ่ง เจ้าอานนท์อุปฐากด้วยน้ำและไม้สีฟัน  เมื่อพระพุทธเจ้าเมี้ยนกิจชำระแล้ว หลิงเห็นโบราณประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว  ทรงไว้ยังธาตุในดอยกัปปนคิรีอันมีในที่ใกล้เมืองศรีโคตรบอง  พระพุทธเจ้าทรงผ้ากัมพลผืนแดงงาม มีวรรณเหมือนแสงสุริยอาทิตย์เมื่อแรกขึ้น และผ้ากัมพลผืนนี้ พระนางกีสาโคตมีได้ถวายให้เป็นทาน เมื่อแรกปลูกฝ้ายนั้น พระนางได้เอาแท่งคำมาฝนผสมกับน้ำหดต้นฝ้ายนั้นวันละแสนทุกๆวันเพื่อเหตุนั้น  เมื่อต้นฝ้ายนั้นเป็นดอกออกมา จึงมีสีแดงงาม 

       พระพุทธเจ้าทรงบาตรอ่วยหน้าสู่ทิศตะวันออก เจ้าอานนท์นำพุทธลีลามาทางอากาศ ลงที่ดอนกอนเน่าที่นั้นก่อน แล้วจึงมาสถิตย์    

 

เชิงอรรถ ๑ ต้น,โคน  ๒ สำเร็จ  ๓ เล็ง  ๔ รด  ๕ หัน,กลับ  ๖ ตาม 

 

อยู่แคมหนองคันแทเสื้อน้ำ  ทอดพระเนตรเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้นที่โพน จิกเวียงงัวใต้ปากห้วยกู่คำ  พระพุทธเจ้าทรงกระทำหสิตุการแย้มหัว  เจ้าอานนท์จึงไหว้ว่า  พระพุทธเจ้าแย้มหัวด้วยเหตุสิ่งใดจา 

 

พุทธพยากรณ์ 

 

       ดูราอานนท์  ตถาคตเห็นแลนคำแลบลิ้นให้เป็นเหตุ เมืองสุวรรณภูมินี้ เป็นที่อยู่แห่งนาคทั้งหลายมีสุวรรณนาคเป็นเค้า แลผีเสื้อน้ำเสื้อบก ยักษ์ทั้งมวลภายหน้าโพ้น  คนฝูงอยู่ในเมืองอันนี้ แม้นรู้ธรรมก็ดี จะเลือกหาผู้มีสัจจะได้ยากนัก แลจักหล่านาคาที่ปี้นแผ่ ไปมา เป็นหลายแห่งหลายชื่อ  บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสิ้น บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามถ่องหนึ่ง และจักเชื่อมิจฉาทิฏฐิส่วนหนึ่ง  บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสองส่วนจักเชื่อมิจฉาทิฏฐิส่วนหนึ่ง  บางพ่องจักเชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามส่วนหนึ่งจักเชื่อมิจฉาทิฏฐิสองส่วน  บางพ่องก็บ่เชื่อบุญคุณแก้วทั้งสามสักอัน  จักถือมิจฉาทิฏฐิกรรมอันเป็นคลองแห่งอบายทั้ง๔สิ่งเดียว  เหตุว่าตถาคตเห็นแลนคำแลบลิ้นนั้นเป็นนิมิตร์  เมื่อใดท้าวพระยาองค์เป็นเชื้อหน่อพุทธวงศาได้มาเสวยราชสมบัติ  พุทธศาสนา บ้านเมืองจักรุ่งเรืองเหมือนดังเมื่อกูตถาคตยังธรมานอยู่  เมืองอันนี้เป็นที่เที่ยวไปมาแห่งพระโพธิสัตว์แต่ก่อน  เป็นเหตุจักนำมาส่งผลเวร  เมื่อตถาคตเสวยพระชาติเป็นท้าวสุทธนู ได้   

 

เชิงอรรถ ๑ ตะกวด  ๒ หัวปลวก  ๓ แย้มพระโอฐ  ๔ พลัด  ๕ กลับ  ๖ ครึ่ง

 

มาเซาในศาลายักษ์ที่นั้น  จึงพลัดนางแก้วเจียรประภา  เมื่อเป็นท้าวสุทธเสนก็ได้มาเซาศาลายักษ์ที่นั้น มีฤาษีตนหนึ่งอยู่ในป่าที่นั้นมีเมตตาให้พ้นจากยักษ์กินในกาลครั้งนั้น 

       ดูราอานนท์  เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว  พระยานาคจักก่อแรกเป็นเมือง ตั้งไว้ที่แคมน้ำเพียงหาดทราย และยังมีพระยาองค์หนึ่งชื่อว่าสุมิตตธรรม จักให้นำเครื่องปัญจราชกกุธภัณฑ์ มาหดสรงกะทาชายผู้หนึ่ง อันเป็นพ่อไร่พ่อนาพร้อมทั้งตระกูลวงศา มาเป็นใหญ่ในเมืองสุวรรณภูมินั้น ให้เป็นพระยาจันทบุรี  จักได้ตั้งไว้ยังพระพุทธศาสนาเป็นปฐม ก่อนท้าวพระยาทั้งหลาย  พระยาจันทบุรีองค์นั้น แหม่นพระยาปัสเสนมาเกิดใช้กรรมอันเศษปูมใหญ่นักเป็นเค้า 

       ครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ลุอำนาจมาตุคามแห่งนางมัลลิกา ลงจากผาสารทไปสู่ส้วมอาบน้ำ เพื่อเหตุนั้นจึงได้ไปเกิดในตระกูลพ่อนา ลูกสาวตระกูลวงศ์นั้น คือนางมัลลิกามาเกิดใช้เศษบุรพกรรมอันนางได้ให้หมาเสพตกนรก๗วัน บาปนั้นหมดแล้วแต่กรรมยัง  เพื่อเหตุนั้นจึงได้ตระกูลพ่อนามาเป็นผัว  หากว่านางบ่เกี่ยวด้วยเป็นเมียแห่งโพธิสัตว์ ยังจักได้รับกรรมวิบากยิ่งกว่านี้  ที่นางตกนรก๗วันนั้นด้วยเหตุให้หมาเสพบาปยังเบา  อันนางหล่ายว่าพระยาสนุกกับด้วยแม่แพะนั้นบ่เป็นบาป ผัวเมียใส่โทษกันบ่ขึ้น เท่าเป็นเศษกรรมสิ่งเดียว  เหตุดังนั้นตถาคตจึงกล่าวว่า เมืองสุวรรณภูมินี้ติดด้วยเศษ 

 

เชิงอรรถ ๑ พัก,อาศัย  ๒ เสมอ  ๓ คือ  ๔ ท้องพลุ้ย  ๕ ต้น  ๖ ปรา  ๗ ตู่ 

 

กรรมม้มเวรแห่งโพธิสัตว์ 

       แต่นี้จักนำมาซึ่งเหตุ เมื่อพ่อนาผู้นั้นได้เป็นพระยา มีพระอรหันต์ ๔ องค์ อยู่ในเมืองสุวรรณภูมิ ๒ องค์ จักได้นำเอาธาตุพระอรหันต์ขีณาสพอันเป็นเชื้อวงศ์ตถาคตทั้งมวล มาไว้ในป่าที่แคมน้ำบึง  พระยาองค์นั้น จักได้พร้อมกับพระอรหันต์สององค์ฐปนาไว้ณะที่นั้น พระอรหันต์อีก ๕ องค์จักได้เอาธาตุตถาคตมาไว้ที่ภูเขาหลวง แล้วพระยาองค์นั้นจักได้พร้อมกับพระอรหันต์ฐปนาไว้สู่เช่น พระยาจันทบุรีจุติมาได้มาบังเกิดเป็นพระยาจันทพานิช ตั้งเมืองในดงหนองคันแทเสื้อน้ำนั้น 

       ดูราอานนท์  พระอรหันต์สององค์จักได้มากำจัดผีเสื้อน้ำทั้งหลายเหล่านี้ แล้วพระยาองค์หนึ่ง ชื่อว่าศรีธรรมาโศก จักเอาธาตุตถาคตมาฐปนาไว้ณะที่นี้แห่งหนึ่ง และฤาษีตนหนึ่ง ชื่อว่าฐิตกัปปีอยู่ในป่าหิมพานต์มีอายุเสี้ยงกัลป์หนึ่ง มาเอาพระยาสององค์ที่กินเมืองกุรุณทนั้นไปบวชเป็นฤษี  ตนหนึ่งชื่อว่าอมรฤษี ตนหนึ่งชื่อว่าโยธิกฤษี  ส่วนพระยาสุมิตตธรรมที่หดพ่อนาให้เป็นพระยานั้น ก็จักได้บวชเป็นฤษีอยู่ที่เดียวกัน 

       อมรฤษี โยธิกฤษี  จักได้มาก่อแรกเมืองไว้ที่ดอยนันทกังรี ชื่อว่าเมืองศรีสัตตนาค ด้วยเหตุนาคตัวหนึ่งมี๗หัวแต่นั้นมา บุญบ้านเมืองก็จักเกิดมีสืบๆไป พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่ณที่นั้น  โยธิกฤษีจักมาเกิดในเมืองอินทปัฐนคร แล้วออกบวชก็จักได้ถึงพระอรหันต์อยู่ 

 

เชิงอรรถ ๑ พ้น  ๒ ทุกชั่ว  ๓ สิ้น  ๔ ในที่นี้หมายถึงราชาภิเศก 

 

ณที่แห่งหนึ่ง 

       ส่วนอมรฤษี ครั้นเมื่อจุติมาเกิดในเมืองศรีสัตตนาคครั้งนั้น ได้ครองราชย์สมบัติมีนามว่า พระยาทุคคตะไหลน้ำ เหตุที่ได้ถูกลอยแพไปถึงพระมหาเถรๆ เก็บเอามาเลี้ยงจนมีอายุเจริญ แล้วสั่งสอนศิลปะต่างๆให้แก่กุมารๆก็ได้ให้ความสัจจะแก่พระมหาเถรผู้อาจารย์ 

       ครั้นต่อมาภายหลัง กุมารนั้นรวบรวมผู้คนได้มาก จึงเที่ยวรบเอาบ้านเล็กเมืองน้อย บ้านห้อยเมืองแขวนได้เป็นอันมาก แล้วตั้งเป็นบ้านเป็นเมืองใหญ่โตขึ้นณที่นั้น และได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ในดอยนันทกังรีศรีสัตตนาค เพื่อเป็นที่สักการบูชาสืบต่อไป  พระยาทุคคตะไหลน้ำ พระองค์ปรารถนาเป็นพระพุทธบิดา แต่ทะว่ามักกระทำมิจฉาจารมากนัก ครั้นสิ้นชีวิตมีจิตต์บ่มิได้หวั่นไหว  ได้ไปเกิดในเมืองพาราณสี แล้วออกบวชเป็นฤษี ได้ชื่อว่าทุคคตะฤษีอยู่ที่เก่า 

       ส่วนสุมิตตธรรมฤษีนั้น ครั้นจุติมาบังเกิดในเมืองศรีสัตตนาคดังนั้น ฝูงหมู่เทพดาทั้งหลายในที่นั้น คอยพิทักษ์รักษากุมารนั้นมิให้เป็นอันตราย  ครั้งนั้นทุคคตังสา ผัวแห่งนางปาปเทวผู้นั้น จักได้เสวยราชสมบัติสืบพระพุทธศาสนา บ้านเมืองก็สุขเกษมอิ่มเต็มยิ่งนัก  พระยาทุคคตังสาองค์นี้ แต่ชาติปางก่อนนั้นได้เป็นอำมาตย์ของพระยาสุมิตตธรรม  ครั้นจุติจากชาตินั้นได้ไปบังเกิดเป็นพระยารุกขเทวดาอยู่รักษาพระพุทธศาสนา  บ้านเมืองกับดอมเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น 

 

เชิงอรรถ ๑ ลอย  ๒ ด้วย

 

 

 

       ครั้งนั้นปาปเทวีได้เป็นใหญ่ จักให้หม่นหมองแก่พระพุทธศาสนาบ้านเมือง  พระยาภุมรุกขะเทวดาโกรธ กลัวจักเป็นอันตรายถึงแก่กุมาร จึงพร้อมกันดลจิตต์ในเสนาอำมาตย์ ให้กระทำนางปาปเทวีถึงแก่ความตายไปตกนรก  ฝ่ายว่าพระสังฆเถรแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย จึงพร้อมกันราชาภิเศกกุมารนั้นขึ้นครองราชย์สมบัติมีชื่อว่า พระยาไชยจักร เหตุผจญแพ้มารทั้งหลาย มีนางปาปเทวีเป็นเค้า  พระยาไชยจักรองค์นั้นได้สืบพระพุทธศาสนาบ้านเมือง แล้วจักได้มาตั้งพระพุทธศาสนาไว้ในเมืองจันทบุรี อันพระยานาคหากให้สวัสดีแต่ก่อนนั้น

       ครั้งนั้น พระยาอินทร์ จึงสั่งให้วิสสุกรรมเทวบุตรลงมาก่อแรกพระพุทธศาสนาที่น้ำห้วยมงคลที่นั้น  เมื่อพระยาไชยจักรจุติมาเกิด ได้บวชเป็นฤษี ชื่อว่าไชยจักรฤษีอยู่ที่เก่า

       พระยาปุตตจุลมาเกิด ชื่อว่าเอกจักขุกุมาร ได้เป็นพระยาเอกจักขุ มีอัครมเหสีผู้หนึ่ง เทพดาจึงบันดาลให้นางฝันเห็นต้นไม้รังล้อมไม้ศรีมหาโพธิ  พระสังฆเถรทั้งหลาย จึงพร้อมกันประชุมทำนายฝันของนาง แล้วพร้อมกันทำนายว่า จักมีบุตรเป็นชาย ต่อไปภายหน้าจักได้เป็นพระพุทธบิดา และกุมารนั้นจักมีบุตรคนหนึ่งอันเป็นเชื้อหน่อพุทธพงศ์องค์หนึ่งภายหน้าโพ้น  พระสังฆเถรทั้งหลายทำนายดังนี้  ทุคคตฤษีก็จุติมาถือเอาปฏิสนธิในท้องแห่งนางนั้น  ครั้นกุมารนั้นประ-

 

เชิงอรรถ ๑ ชะนะ

 

สูติออกมา  พระสังฆเถรทั้งหลายจึงพร้อมกันใส่ชื่อว่า สารโพธิกุมาร  สาร ได้แก่ไม้รังอันล้อม กล่าวคือว่าพ่อ  โพธิ ได้แก่บุตรของสารโพธิกุมารที่จักเกิดมานั้น  เมื่อสารโพธิกุมารได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ เอานางปัจฉิมกุมารีอันร่วมชาติมาเป็นเทวี  ครั้งนั้น พระพุทธศาสนาบ้านเมืองก็รุ่งเรืองเจริญ ปราศจากมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย

       เมื่อไชยจักรฤษีจุติมาเกิดในท้องนางเทวีประสูติออกมาแล้ว เทพดาทั้งหลายที่รักษา ก็บรรดลใจเอกเทศมาเอาให้เป็นใหญ่ ได้ชื่อว่าไชยประเสริฐ จักได้ยังโลกิยสมบัติเป็นอันมากในที่นั้น ส่วนพระยาสารโพธิองค์พ่อนั้น ก็จักได้ไปสร้างพระนครที่เมืองพระยาจันทบุรี  เมื่อชาติได้เป็นพระยาทุคคตกุมารนั้น ได้พารี้พลไปอ้อมยังพระยาองค์หนึ่งไว้ แล้วได้เสวยราชสมบัติตามประเพณี  พระยาองค์นั้นป้อยไว้แล้วก็ตายไป พระยาสารโพธิจึงถึงปติกรรมแห่งพันธนหัตถีตัวหนึ่งตายไป ครั้นเกิดมาจึงได้บวชเป็นฤษีชื่อว่าสารโพธิฤษีอยู่ที่เก่า

       ดูราอานนท์ พระยาไชยประเสริฐจากเอกเทศอันนั้นมาอยู่เสวยราชสมบัติ ได้นางเทวีแก้วอันเกิดกับนั้น มาตั้งชื่อเมืองว่า เมืองจันทบุรีศรีสัตตนาค ว่าเป็นเมืองพระยานาค ให้ความสวัสดีแก่บุรีจัน  ครั้งนั้น เทพดา นาค และมเหสักข์ทั้งหลายก็ชื่นชมยินดี ให้เสียงสาธุการทั่วกันไปทุกทิศานุทิศ จักได้โชตนาพระพุทธศาสนาทั่วไปในอาณา

 

เชิงอรรถ ๑ คำว่า ”เอา” ในที่นี้หมายความว่า “ได้” ๒ ล้อม  ๓ แช่ง  ๔ อีกฉะบับหนึ่งเป็นปวุตติกรรมพันธนา

      

รัฐบ้านเมือง  ท้าวพระยาทั้งหลายจักได้ก่อเจดีย์โลมธาตุตถาคต อันพระยาศรีธรรมาโศกเอามาฐปนาไว้ในที่ต่างๆ  ส่วนท้าวพระยาฝูงอื่นมีบุญสมภารน้อย ก็บ่มิอาจก่อเจดีย์โลมธาตุอันพระยาศรีธรรมาโศกประดิษฐานไว้นั้นได้  เท่าเว้นไว้แต่เชื้อหน่อพุทธพงศ์มีบุญสมภารมากพระยาองค์นั้นและ จักได้ก่อเจดีย์โลมธาตุหัวเหน่าตถาคต ไว้ที่ภูเขาหลวงนั้น สืบต่อพระยาจันทบุรี บ่เท่าแต่นั้นจักได้ก่ออุโมงโลมธาตุพระอรหันต์ขีณาสพ ที่พระยาจันทบุรีพร้อมด้วยพระอรหันต์สององค์ได้นำมาฐปนาไว้ในป่าที่นั้น

       พระยาไชยประเสริฐองค์นี้ เมื่อชาติก่อนนั้นได้พาทารกบริวารไปเล่นน้ำในที่แห่งหนึ่ง ทารกทั้งหลายลอยน้ำไป่เป็น ได้จำลอยด้วยอันเหยาะไย ทารกทั้งหลายฝูงนั้นได้รับความลำบากเวทนา  ครั้นต่อมา เมื่อพระยาไชยประเสริฐพารี้พลโยธาไปยุทธกรรมเมืองอินทปัฐนครตั้งพลอยู่ที่แม่น้ำในเขตต์เมืองมรุกขนคร อันเป็นเมืองเก่าแต่ชาติก่อนนั้น  บังเกิดการกุศลจักได้ก่อแรกพระพุทธศาสนา และได้ก่อเจดีย์ใหญ่ไว้ในที่นั้น แล้วจึงจะได้ไปยุทธกรรมสงคราม

       พระยามรุกขเทวดาองค์ที่อยู่รักษาเมืองศรีสัตตนาคนั้น แต่ก่อนได้เกิดมาในตระกูลต่ำ แล้วได้มาเป็นเสนาใหญ่ของพระยาไชยประเสริฐ  ได้ไปกระทำยุทธกรรมดอมพระยาทางหนึ่ง  ส่วนทารกทั้งหลายที่เป็นบริวารของพระยาไชยประเสริฐครั้งนั้น ครั้นจุติจากชาตินั้น

 

เชิงอรรถ ๑ ครอบ  ๒ “ลอย” ในที่นี้แปลว่า “ว่าย”  ๓ บังคับ  ๔ เย้าหยอก

 

ได้ไปเกิดในเมืองอิทปัฐนครเป็นใหญ่ในพลศึก จึงได้มาอ้อมวังขังไว้ยังพลศึกของพระยาไชยประเสริฐตกอยู่ในที่ล้อมแห่งข้าศึกนั้น ก็ด้วยเหตุเศษกรรมที่ได้บังคับให้ทารกลอยน้ำครั้งนั้นเป็นเหตุ

       ส่วนพระยาไชยประเสริฐนั้น จักได้พารี้พลกลับคืนมา แล้วได้เป็นพระยากุญชรประเทศ ด้วยอันหล่าชื่อเมืองเสีย  พระยากุญชรประเทศสืบพระพุทธศาสนาบ้านเมือง จักได้ก่อเจดีย์ฐปนาโลมฝ่าพระบาทเบื้องขวา อันพระอรหันต์นำมาฐปนาไว้ที่เมืองลาหนองคายที่นั้น  ครั้นจุติก็ได้ไปบังเกิดในชั้นดุสิต มีนามปรากฏชื่อว่า กุญชรเทวบุตรๆจักได้ลงมาเกิดในเมืองมนุษย์พร้อมพระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์

       ครั้งนั้น สารโพธิฤษี จุติมาเกิดในวงศ์ไชย ได้ชื่อว่าวงศากุมารและเสวยราชสมบัติสืบพระพุทธศาสนา บ้านเมืองก็รุ่งเรือง คนทั้งหลายมีความสงสัยเป็นอันมาก  พระยาอินทร์หลิงเห็นอนาคตภัยจักเกิดมีแก่พระยาวงศา เหตุที่ราชบุตรผู้เค้าเมื่อเป็นทุคคตะกุมาร ได้ให้ความสัจจะแก่พระมหาเถรผู้อาจารย์  ครั้นภายหลังเท่าเอาเหตุที่ได้

 

เชิงอรรถ ๑ “หล่า” ในที่นี้แปลว่า “เปลี่ยนแปลง”

 

ครอบครองบ้านเมือง มากระทำมิจฉากรรม

       ครั้นเมื่อพระยาวงศาองค์นั้น พารี้พลกลับสู่บ้านเมืองแล้วก็ได้ถึงอุปฆาตกรรม ลวดเป็นโกลาหลแก่พระพุทธศาสนาบ้านเมือง พระยาอินทร์เห็นเหตุดังกล่าวมานี้ จึงใช้ให้วิสสุกรรมเทวบุตร ลงมาช่วยชีวิตแก่ไชยฤษี เมื่อไชยฤษีจุติเกิดเป็นบุตรของพระยาวงศาองค์นั้น มีชื่อว่าสุริยกุมารตามนิมิตร์ แต่เมืองร้อยเอ็จประตูโพ้น วิสสุกรรมเทวบุตรจึงมาคาดยังนาคแลเทวดา อารักข มเหสักขทั้งหลายให้รักษาไว้ด้วยคำว่า เจ้าทั้งหลายจงช่วยกันปกปักรักษาเจ้าสุริยกุมารไว้ให้ถึงพิธีการมงคลสังกราชให้ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระยานั้นเทอญ วิสสุกรรมเทวบุตรสั่งดังนี้แล้ว กลับไปสู่ที่อยู่

       ครั้งนั้นพระยาวงศาตนพ่อถึงกรรมปัตติแต่หลัง ได้เกิดด้วยโอปปาติกะเป็นภุมเทวดา มีชื่อว่าวงศาเทวดา ได้ซาววัสสา จึงได้ไปบังเกิดในเมืองอินทปัฐนคร ได้เสวยราชสมบัติสร้างพระพุทธศาสนาแล้วจุติไปบังเกิดในเมืองพาราณสี ออกบวชมีชื่อว่าวงศาฤษีอยู่ที่เก่า

       แต่นั้น อปสัทธา มิจฉาทิฏฐิก็จักเกิดมีปางนั้น มีวัสสากาลอันหนึ่ง เทวดา นาค อารักข และมเหสักขฝูงรักษาสุริยกุมาร เห็นยังสังกราชพร้อมทุกมาตรา มีชื่อว่าปุณณสหัสสวุฒิมงคลสังกราช อันควรแก่เจ้าสุริยกุมารในชาติถ้วน๓นี้  เทวดาทั้งหลายเห็นดังนี้จึงมารำพึงว่านี่ เจ้าสุริยกุมารจักถึงราชสมบัติเป็นพระยา

 

เชิงอรรถ ๑ ไป ๒ บอกกล่าว,สั่ง ๓ ศักราช ๔. ๒๐ วรรษา

 

 


จัดทำโดย : ทีมงาน Khongriverso.com


แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2013 เวลา 11:48 น.)