ตำนานแห่งมนต์คาถา มรดกภูมิปัญญาโลก ดูทั้งหมด ไปที่บล็อคของ ชลี

 

 

เป็นสุขทุกครั้ง... ที่ได้สวดมนต์ 

อุบาสิกาแดง ผู้มีบุญเก่า 

 

โดย ชลี 

 

          อุบาสิกาแดง เป็นคน อ.พรรณานิคม  ตอนเด็กๆเคยไปตักน้ำถวายพระสงฆ์ที่ วัดป่าอุดมสมพร(วัดหลวงปู่ฝั้น  อาจาโร) ที่ บ้านนาหัวช้าง อยู่บ่อยๆ  ได้เรียนรู้เรื่อง ศีล ทาน ภาวนา มาบ้างตามประสาเด็กอีสานบ้านใกล้วัดที่มีพระปฏิบัติดี  ครั้นโตเป็นสาวมีเหย้ามีเรือนพอได้ลูกสองคนผัวก็มาตายจาก  ความโศกเศร้าและภาระหนักได้โถมทับทวีลงมาจนเกือบจะเป็นบ้า   

 

สุขใจที่ได้สวดมนต์ 

 

          คนทั่วไปเห็นแม่แดงเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จาอยู่เป็นนานก็คิดว่า ถ้าจะบ้า..อยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นแอบสวดมนต์คนเดียวใต้ผ้าห่มคลุมโปงก็ยิ่งว่าบ้ากันไปใหญ่(ที่ต้องแอบสวดเพราะผู้ใหญ่เขาไม่ค่อยเห็นดีด้วย)  แต่แม่แดงซึ่งเป็นคนที่เหมือนกับต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ใกล้จะตายอยู่แล้วนั้น กลับเหมือนว่าได้ฟื้นคืนชีวิตมาใหม่ด้วยการสวดมนต์นี่เอง  แม่แดงบอกด้วยคำว่า 

          แซบฮุ้มๆ... (ภาษาภูไทซึ่งแปลว่าอร่อยซึมซาบ) ท่านอธิบายว่า เวลาสวดมนต์แล้วมันมีความสุขเหลือที่จะบอกได้...

นับจากนั้นเป็นต้นมา เคราะห์กรรม  ความจน และอุปสรรคทั้งหลายก็ไม่สามารถมาพรากท่านไปจากการสวดมนต์ได้เลย  ถึงชีวิตจะลำบากยากแค้น พอว่างก็สวด  ..เป็นสุขทุกครั้ง...  โดยไม่ต้องใช้เงินทองจับจ่ายซื้อหามา  จนกระทั่งวันหนึ่ง  ..ขณะที่นั่งสวดอยู่นั้นก็รู้สึกวูบๆเหมือนจะเป็นลมหน้ามืด...  แต่แล้วกลับสว่างไสวเห็นไปทั่วเหมือนมีตาที่มองเห็นทั้งข้างหน้าข้างหลังและทั่วๆโดยรอบ..... และแล้วก็ได้พบกับความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต 

 

สวดมนต์จนเป็นฌาน มีจริงหรือ

 

       ว่าที่จริงแล้ว การสวดมนต์ ก็คือการ เจริญสมถะกรรมฐาน อย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ อาจเป็นการเจริญ พุทธานุสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ธัมมานุสติ (ระลึกถึงพระธรรมเป็นอารมณ์) สังฆานุสติ (ระลึกถึงพระสงฆ์เป็นอารมณ์) กายคตาสติ (เพ่งพิจารณากายเป็นอารมณ์) มรณัสติ (เพ่งพิจารณาความตายเป็นอารมณ์) เมตตาพรหมวิหาร (ระลึกเมตตาเป็นอารมณ์) ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ครูบาอาจารย์ท่านว่า เป็นแนวทางที่ทำให้จิตรวมลงสู่ความสงบได้เหมือนกัน

        เรื่องแบบนี้ก็เคยมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยโบราณ พระภิกษุบางรูปนั่งสวดมนต์อยู่ในวิหาร  ครั้นพอดวงจิตท่านระลึกคุณพระพุทธเจ้าเพลินอยู่นั้น ก็บังเกิดภาพนิมิตเป็นประหนึ่งว่าภาพของสายน้ำตกก็มี ซึ่งเป็น อุคคหนิมิต ชั้นต้น ก่อนที่จิตจะรวมลงสู่ความสงบ

        คำว่า ฌาน แปลว่า เพ่งอารมณ์  ฉะนั้น ไม่ว่าจะสงบในระดับไหนก็น่าจะนับว่าเป็นฌานได้ แต่เคยได้ยินนักปฏิบัติหลายท่านกล่าวไว้ว่า ความสงบตั้งแต่ระดับ อุปจารสมาธิ (เห็นภาพนิมิตอย่างชัดเจน) ถึง ปฐมฌาน(ประกอบด้วย องค์ ๕ คือ วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคตา) จะเป็นรากฐานที่ดีในการเจริญวิปัสสนา

        ตอนสวดมนต์นั้นแม่แดงเองก็คงไม่ได้คิดเรื่องฌานอะไรหรอก แต่ว่า ความพอใจ หรือ ฉันทะ นี้น่าจะเป็นกำลังอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือ ความสุข ที่ได้ทำ ทำด้วยความพอใจและเป็นสุข  นักปฏิบัติทางจิตหลายท่านก็พูดตรงกันว่า ความสุขแบบนี้ เป็นเหตุแห่งสมาธิ  และ ความสุข ก็เป็นองค์ฌานอย่างหนึ่ง

 

ผลพลอยได้

 

จากที่ได้พบกับความสงบตั้งแต่วันนั้น ก็เกิดญาณรู้เห็นบ่อยๆในเรื่องต่างๆทั้งเรื่องที่ไม่ได้คิดว่าจะรู้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่แม่นยำและพิสูจน์ได้ บางทีก็ได้สัมผัสกับครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณ เช่น เจ้าประคุณ สมเด็จพุฒาจารย์ โต  พรหมรังสี เป็นต้น  ก็หันกลับมาใช้ชีวิตตามปกติคือทำงานไป เลี้ยงดูลูกไป แล้วก็สวดมนต์ภาวนาอยู่ไม่ขาด

        ท่านเคยไปนั่งสมาธิที่ใกล้ป่าละเมาะตรง ดอนสวรรค์ เมืองสกลนคร  จึงเกิดรู้ขึ้นมาว่า ตรงนี้มีโพรงซึ่งเป็นช่องทางที่พวกนาคเขาขึ้นมาจากบาดาลได้  ท่านได้ทำจิตตามลงไปดูเมืองด้านล่าง ก็มีบริวารเก่ามาต้อนรับกันใหญ่ด้วยความดีอกดีใจ  บ้างก็ไปเอาหีบเงินหีบคำ เพชรพลอยสมบัติมีค่าต่างๆมาให้ดูแล้วบอกท่านว่าเป็นสมบัติเก่าของแม่นั่นแหละ ท่านก็บอกว่า

        พวกสูเจ้าเอาไปแบ่งกันเถิดเด้อ  แม่มิได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ดอก

        ท่านยังได้ไปเห็นศพของท่านซึ่งเป็นร่างของนาคสวยงามใหญ่โตเท่าภูเขาที่พวกเขายังเก็บไว้สักการะในเมืองแห่งนี้

        เรื่องนิมิตนั้นมีมาก แต่ท่านก็ไม่ได้เห็นว่าจะสำคัญยิ่งไปกว่าการเจริญด้านสติปัญญา

       

ขอพระแม่ธรณี

 

        ครั้งหนึ่ง ท่านได้ข่าวว่า หลวงปู่ชา  สุภัทโท กลับมาจากเมืองนอกจะลงเครื่องบินที่ดอนเมืองแล้วจะไปขึ้นรถไฟไปอุบลราชธานี  พวกเพื่อนๆก็ชวนกันไปกราบ  พอไปถึงก็พบคลื่นมหาชนเบียดเสียดไปรอรับหลวงพ่อเสียจนหาโอกาสเข้าใกล้ไม่ได้เลย  พอเบียดตัวไปถึงแท่นก้อนหินที่แห่งหนึ่งนั้น ความที่อยากพบก็มีมากแต่คงไม่มีโอกาสจึงตบก้อนหินนึกอธิษฐานว่า

        สาธุเด้อ  แม่ธรณี  ถ้าเพิ่น(ท่าน หมายถึงหลวงปูชา) มีญาณมีฌานก็ขอให้ข้าน้อยได้กราบแหน่(หน่อย)เถิด

        นึกเสร็จก็จำต้องหยุดอยู่ตรงนั้นซึ่งไกลจากหลวงพ่อมาก  แต่แล้วก็เหมือนโชคเข้าข้างเพราะเห็นหลวงพ่อเดินตรงดิ่งมาทางนี้โดยไม่คาดหมาย  พอมาถึงเห็นท่านหยุดอยู่ตรงหน้าก็ปลื้มใจก้มลงกราบแล้วถามว่า 

        อยู่เมืองนอก หนาวบ๊อขะหน่อย(หนาวไหมเจ้าคะ)

        ฮึ  โยมคือเว้าลาว.. หลวงปู่หันมาถามบ้าง

        ญาติโยมที่หนุนเนื่องมาเห็นหลวงปู่ทักทายคุยด้วยก็เลยเอาเก้าอี้พับกางให้หลวงปู่นั่งตรงหน้านั้นเองก็เลยได้กราบท่านสมใจ

        ทุกวันนี้ อุบาสิกาแดง อายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว  มีฐานะความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้นและยังมีผู้สนใจในทางปฏิบัติไปขอคำแนะนำอยู่เสมอ

 

 

ชลี : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

 

 

ตำนานแห่งมนต์คาถา มรดกภูมิปัญญาโลก ดูทั้งหมด ไปที่บล็อคของ ชลี

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 27 มีนาคม 2012 เวลา 05:42 น.)