อาถรรพณ์บนบานพระธาตุพระพนมแล้วไม่แก้ 

 

ไท  วังไฮ

 

          หลังจากที่สูญเสียคุณแม่ไปเมื่อปีพ.ศ. 2551  ผู้เขียนตั้งใจที่จะกลับมาทำ ธุรกิจ “เตียงนวดไฟฟ้า” เล็กๆที่เป็นของตัวเองอยู่ที่ จังหวัดมุกดาหาร บ้านเดิมซึ่งอบอุ่นไปด้วยวงศาคณาญาติ จึงได้เริ่มกิจการตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นมา  ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากญาติพี่น้องและคนรู้จักจนกิจการเป็นที่รู้กันดีในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่คาดเอาไว้ แต่ก็ต้องสะดุ้งใจกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        ปกติผู้เขียนเป็นคนชอบสวดมนต์ไหว้พระ ชอบการบุญสุนทาน และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่นเสมอเท่าที่ทำได้ แต่จะเป็นด้วยเคราะห์กรรมอันใดก็ไม่ทราบที่ทำให้ของมีค่าคือ แหวน และ สร้อยข้อมือ ทองคำ หายไป  ผู้เขียนถึงกับกราบรูปคุณแม่บอกให้ท่านช่วยดลจิตดลใจให้คนที่เขาเอาไปเอาของมาคืน  แม้ว่าต่อมาจะได้คืนมาจริงอย่างไม่คาดคิดแต่ก็ยังอดเศร้าใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าคนที่เอาไปก็คือหลานสาวของตัวเอง

        ส่วนเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดที่ตามมาก็มีแต่เรื่องแปลกๆ เช่น ลูกค้าจะมาเวลาเราไม่อยู่หน้าร้านเสมอ เวลาเราอยู่เขาก็ไม่มา  บางทีตึกที่เช่าทำร้านก็ท่อน้ำตันไหลทิ้งท่วมเจิ่งนองไปหมด เป็นต้น เรื่องแปลกๆทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องทำให้อดคิดมากไม่ได้ เช่น จู่ๆก็เกิดมีน้ำเหม็นๆเหมือนฉี่ที่เตียงไฟฟ้า หนักๆเข้าก็เป็นก้อนอุจจาระ ซึ่งสืบเสาะค้นหาที่มาที่ไปอย่างไรก็ไม่เจอ เป็นต้น ไม่ว่าจะเกิดมาจากคนหรือสัตว์หรือสิ่งลี้ลับใดๆก็ตาม แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆมันก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ช่างไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย

       การจะอดทนทำกิจการอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆนั้นไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เหลือวิสัย แต่ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนเหมือนกันว่า เราอยู่ในจุดที่ถูกที่ควรแล้วหรือยัง  ที่ชีวิตเราต้องมาพบเจอและเป็นอยู่อย่างนี้ก็คงเป็นเพราะด้วยวิบากกรรมเก่าของเรา จะไปโทษใคร แต่กรรมที่เป็นเหตุปัจจัยส่งผลมาให้เป็นเช่นนี้ ใครเล่าจะบอกได้...

       

.....นึกไปนึกมา ก็นึกได้ว่า ...ตัวเองเคยบนพระธาตุพนมเอาไว้ตั้งแต่ปี 2549.....!  เมื่อครั้งที่ต้องผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก ก็เลยบนพระธาตุพนมไว้ ขอบารมีให้ท่านช่วยให้หายเป็นปกติ ก็ได้ตามที่บนเอาไว้...

 

หลังผ่าตัดหมอได้นำชิ้นเนื้อมาตรวจผลออกมาปรากฏว่า เป็นมะเร็ง

 แต่ผู้เขียนเชื่อว่าด้วยอำนาจบารมีพระธาตุพนมได้ช่วยไว้ หลังจากที่ได้รักษาตามขั้นตอนทางการแพทย์แล้ว ก็ไม่พบมะเร็งอีกเลยคือปกติทุกอย่าง แต่หมอนัด 6 เดือนให้ไปตรวจ

นี่ก็ย่างเข้าปีที่ 4 แล้ว ก็ยังไม่ได้แก้บน ในส่วนลึกในใจนั้นก็รู้อยู่...ตลอดเวลาว่ายังติดเรื่องแก้บน...

หลังจากนึกขึ้นได้ก็เลยเปิดกิจการที่มุกดาหาร คงจะดำเนินการต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็เลยย้ายกลับกรุงเทพฯมาเปิดกิจการที่บ้าน เปิดที่บ้านแรกๆ ก็ดีมีลูกค้ามาใช้บริการเยอะพอสมควร ยังคิดในใจว่าถ้ามีลูกค้าอย่างนี้ทุกวันกิจการคงจะอยู่ได้  พอเปิดที่บ้านได้ไม่นานกิจการก็เริ่มไม่ดีลูกค้าลดลงๆ จนทำต่อไปไม่ไหว แล้วเลยเลิกกิจการขายเตียงนวดทั้งหมด

หันกลับมาทบทวนดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งทำให้จิตรู้ได้ทันทีว่าจะต้องรีบไปบวชแก้บนให้เร็วที่สุด  ดังนั้นก็เลย ไปปฎิบัติธรรมบวชชีพราหมณ์ ที่ สำนักปฎิบัติแสงธรรมส่องชีวิต ที่สี่แยกหินกอง จังหวัดสระบุรี จำไม่ได้ว่าบนท่านไว้กี่วันก็เลยถือโอกาสตั้งใจบวชชีพราหมณ์ 30 วัน แต่แบ่งบวชครั้งแรก 15 วัน ครั้งที่ 2   9 วัน  ครั้งที่ 3   9 วัน

เริ่มไปบวชครั้งแรกวันที่ 15 30 สิงหาคม 2552 ออกเดินทางวันเสาร์ที่  15 สิงหาคม 2552 ไปขึ้นรถรับ-ส่งที่หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รถออกเวลา 6.30 น. ถึงแสงธรรม เวลา 8.00 น. พอถึงแสงธรรมไปที่โรงทานเพื่อรับประทานอาหารวันนั้นไปกับเพื่อนบ้าน 1 คน แต่เขาไปค้าง 1 คีน วันอาทิตย์ก็จะกลับ ไปวันแรกเหนื่อหน่อยอดนอนจากบ้านต้องตื่นแต่เช้าไปขึ้นรถไปถึงก็ไม่ได้พัก  พอรับประทานอาหารเสร็จก็ขึ้นไปสวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติธรรมเริ่ม 9.00 11.00 น. พักรับประทานอาหาร บ่ายเริ่ม 13.00 15.00 น. พัก เริ่มอีกที 18.00 21.00 น. นอนพักผ่อน เริ่มเช้า 03.30-06.00 น.

คืนแรก นอนไม่หลับสมาธิก็ยังไม่ได้ เช้าวันที่ 2 เริ่มตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง  พอได้สมาธิเลยกำหนดดูว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากอะไรกันแน่ ความจริงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะรู้เห็นนิมิตที่เป็นลางบอกเหตุ แต่เชื่อว่า เมื่อมีสิ่งทำให้เราเจอะเจอเหตุการณ์ขนาดนี้ต้องมีอะไรที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อจึงต้องมองด้วยตาใน กำหนดอยู่นานเหมือนกัน ภาพค่อยๆปรากฎ เมื่อเห็นภาพนั้นแล้ว ผู้เขียนถึงกับตะลึงไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อนเลย... 

...คือเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่มายืนอยู่หลังบ้านที่ผู้เขียนไปเปิดร้านทำธุรกิจอยู่ที่มุกดาหาร ตัวใหญ่มากสูงเท่าตึก 3 ชั้น แต่งชุดทหารโบราณ ใส่เสื้อสีดำแถบทองทั้งตัว กางเกงสีดำแถบทองทั้งตัว ใส่หมวกสีดำแถบทอง จอมหมวกแหลมสีทอง ยืนตระหง่านอยู่ที่หลังบ้านหน้าตาหล่อมาก หน้าตาไม่ดุ ดูมีเมตตา

ในจิตถามว่า ท่านเป็นใครมาจากไหนมาทำอะไร ท่านก็ไม่ตอบแต่ไปปรากฏที่พระธาตุพนมโดยท่านยืนเทียบพระธาตุพนมสูงใหญ่เท่าพระธาตุพนม ในจิตรู้ว่า อ้อท่านคงเป็นนายทหารที่คอยดูแลปกปักรักษาคุ้มครองพระธาตุพนม

ขณะที่ผู้เขียนนั่งสมาธิอยู่บนศาลา ท่านจะนั่งเฝ้าอยู่ข้างหลังของผู้เขียนแต่ปลอมตัวเป็นผู้ชายแก่ๆผอมๆมองเห็นซี่โครงกระดูกไม่ใส่เสื้อแต่จะเอาผ้าสีดำคุมทั้งตัวไว้  พอผู้เขียนนั่งสมาธินานๆก็เมื่อยเลยลงไปเดินจงกรมข้างล่าง เดินไปได้ไม่นานท่านก็เดินตามหลังผู้เขียนโดยเอาผ้าสีดำคลุมทั้งตัวคลุมศีรษะด้วยเดินตามหลัง  ผู้เขียนแปลกใจเลยถามว่า ท่านเป็นใครเดินตามทำไม ตอนนั่งสมาธิอยู่บนศาลาท่านก็นั่งเฝ้าพอลงมาเดินจงกรมข้างล่างท่านก็ตามลงมา  ท่านไม่ตอบแต่ทำเป็นเขินๆอายๆ เลยปรากฏตัวกลายเป็นทหารที่ดูแลพระธาตุพนมแต่ตัวไม่ใหญ่เท่าที่ปรากฏที่มุกดาหารและที่พระธาตุพนม ตัวท่านเท่ากับมนุษย์ธรรมดาเท่ากับพวกเรานี่แหละ ท่านจะเฝ้าดูทุกย่างก้าวไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

ผู้เขียนคิดเองนะว่าท่านคงมาคอยดูว่าที่บนเอาไว้นั่น แล้วมาบวชแก้บนนั้นได้ปฏิบัติจริงจังแค่ไหน  ท่านก็เลยมาดูแลอย่างใกล้ชิด ความจริงผู้เขียนยังไม่ทราบว่าท่านเป็นใครชื่อว่าอย่างไร

จะด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ  ผู้เขียนได้เป็นเจ้าภาพจัดกฐินไปทอดที่มุกดาหารจัดมาเป็นปีที่ 3 แล้วทุกครั้งที่ไปทอดกฐินก็จะพาคณะที่ไปด้วยกันประมาณ 45 คน พาไปนมัสการพระธาตุพนมทุกปี

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ออกเดินทางวันที่ 22 ตุลาคม 2552 ถึงพระธาตุพนมเช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2552 เวลาประมาณ 6.30 น. ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็พากันไปกราบไหว้นมัสการพระธาตุพนม  พอไหว้เสร็จก็เดินสวดมนต์เดินจงกรมจนครบ 3 รอบ เสร็จแล้วก็มานั่งตรงกำแพงใกล้ประตูทางเข้าด้านฝั่งแม่น้ำโขง มี พี่เล็ก และ อาจารย์รัชกร ที่ไปด้วยกันนั่งคุยกันอยู่ กะว่าจะนั่งสมาธิสัก 5-10 นาที ก่อนนั่งสมาธิได้คุยกับพี่เล็กว่า ได้ไปปฎิบัติธรรมที่แสงธรรมส่องชีวิตเห็นนิมิตทหารที่ดูแลพระธาตุพนม 

พอพี่เล็กได้ยินแค่นี้ก็บอกว่า ตัวท่านสูงใหญ่เท่าพระธาตุพนม ผู้เขียนแปลกใจ เอ๊ะ!ทำไมตรงกันกับที่เราเห็นในนิมิต  พี่เล็กบอกว่าท่านคือ พ่อมุจลินท์ เป็น พญานาคคอยดูแลพระธาตุพนม ที่นี่มาช้านาน

หลังจากวันนั้นต่อมาอีกหลายเดือนมีอยู่วันหนึ่งมีธุระที่จะสอบถาม คุณชุนคำ ซึ่งรู้จักกันมานานแล้ว มีอะไรก็จะคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำ ถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้วว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่เขาบอกว่าเขียนหนังสืออยู่  ผู้เขียนก็เลยบอกว่าอยากเขียนบ้างมีเรื่องอะไรที่พอจะเขียนได้บ้าง เขาก็บอกว่าถ้าอยากเขียนก็ให้ลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ระลึกชาติ กฎแห่งกรรม พญานาค พระธาตุพนม และแก้วเสด็จ จากประสบการณ์จริงๆดู น่าจะตรงกับความต้องการของนิตยสารต่างๆ

ผู้เขียนก็มีความสนใจเรื่องพญานาคอยู่แล้วตั้งแต่เห็นในนิมิตก็เลยสนใจอยากรู้ความเป็นมาอย่างไรเลยโทรศัพท์ไปหาพี่เล็กคนที่ไปทอดกฐินด้วยกัน  ติดต่อพี่เล็กไม่ได้เลยนึกขึ้นมาได้ว่า สามี พี่ปราณี เมื่อก่อนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่ ตม.พอใกล้เกษียณเลยขอย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดหนองคาย พี่ปราณีเคยนำกฐินไปทอดที่ บ้านภู จังหวัดมุกดาหาร ไปพักที่บ้าน อาจารย์ประยงค์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้เขียนก็เลยรู้จักกันเคยเป็นเจ้าภาพทอดกฐินร่วมกันกับสามีพี่ปราณี จะรู้เรื่องพญานาคเป็นอย่างดี เพราะศึกษาค้นคว้ามานานพอสมควร  ผู้เขียนได้โทรศัพท์ไปสอบถามความเป็นมาของพญานาคเลยเล่านิมิตที่ผู้เขียนเห็นให้ฟัง  สามีพี่ปราณีชื่อ คุณครองศักดิ์ พี่ครองศักดิ์บอกว่า ถ้าแต่งชุดทหารอย่างที่เล่ามานี้น่าจะเป็น พญานาคะราชัยยันต์ หรือ ปู่ชัย เพราะ ท่านเป็นผู้รักษาประตูเมืองบาดาล คงไม่ใช่ พ่อมุจลินท์ เพราะ พ่อมุจลินท์ จะดูแลเกี่ยวกับพุทธศาสนา ดูแลพระพุทธเจ้า แต่ พญานาคะราชัยยันต์ เป็นทหารแบบบู๊ๆคอยรักษาเมืองบาดาล  ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับพี่ครองศักด์ จะถูกหรือผิดไม่สามารถยืนยันได้ แต่ผู้เขียนขอสัญญาว่าจะศึกษาค้นคว้าหาความจริงมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเรื่องจริงในไม่ช้านี้ โปรดคอยติดตามอ่านต่อไป

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงไม่ได้แต่งขึ้นมาแต่ประการใด  ขออภัยทุกท่านที่ผู้เขียนได้เอ่ยนามในคอลัมน์นี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าทุกท่านมีตัวตนจริงๆ ท่านที่เคยบนไว้ไม่ว่าที่ไหนก็ตามเมื่อได้รับความสำเร็จแล้วต้องรีบแก้บนทันทีมิฉะนั้นชีวิตของท่านจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมดไม่ราบรื่น และบางครั้งท่านอาจจะได้รับความทุกข์กายทุกข์ใจอีกด้วย  ทุกข์กายทำให้เจ็บป่วยประสบอุบัติเหตุตรงนั้นตรงนี้ในร่างกายคือเจ็บออดๆแอดๆ ไม่ค่อยสบายอยู่บ่อยๆ บางครั้งทำให้เจ็บเล็กๆน้อยๆก็ยังทำเฉยไม่แก้บน ทีนี้เอาหนักเลย ให้เป็นโรคร้ายแรง อิทธิพลการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ใช่ของที่จะมาทำเล่นๆ ได้ทุกข์ใจบ้าง มีปัญหาที่ทำงานค้าขายไม่ดี มีปัญหาเรื่องเงินทองมา ปัญหาเรื่องลูกเรื่องสามีหรือภรรยา บางทีอยู่ดีๆก็มีเรื่องให้ทุกข์ใจไม่เรื่องโน้นก็เรื่องนี้ จะมีเรื่องทำให้ทุกข์ใจอยู่บ่อยๆ เพื่อเป็นการเตือนให้รู้ว่าที่บนไว้นะยังไม่ได้แก้บนนะ แต่บางคนก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นลางบอกเหตุ นอกจากบางคนเขามีประสาทสัมผัสหรือสัมผัสที่ 6 เท่านั้นจึงจะรู้และเข้าใจ 

นี่เป็นหลักธรรมะอย่างหนึ่ง เราต้องรักษาสัจจะวาจาไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรไว้ ต้องรักษาคำพูดทำตามสัญญาที่สัญญาเอาไว้ แล้วเราจะอยู่ในสังคมนี้อย่างมีความสุข  ถ้าท่านมีความประสงค์จะไปกราบนมัสการพระธาตุพนมซึ่งปีนี้ผู้เขียนเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่จังหวัดมุกดาหารแวะไปกราบนมัสการพระธาตุพนมด้วยค่ารถ 1,000 บาททุกที่นั่งกรุณาจองที่นั่งได้ที่เบอร์ 02-996-3962, 086-049-3893 ขอให้ทุกท่านจงโชคดีตลอดไป.....

 

 

ไทวังไฮ : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

 

สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ห้ามคัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดตีพิมพ์ก่อนได้รับอนุญาต

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

ไปที่เว็บไซด์ของ ไท วังไฮ

https://sites.google.com/site/thaipoothai/home

ดูภาพกิจกรรมต่างๆ

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 09 เมษายน 2013 เวลา 05:15 น.)