แกะรอยอดีต เชื่อมโยงอนาคต 

มิติเร้น มหันตภัยโลก

 

โลกและจักรวาล..... มิใช่มีแค่เฉพาะที่เคยพบและสัมผัสได้ด้วยประสาททั้งห้า

 

ชุนคำ  จิตจักร

ที่ไม่เคยพบ มิใช่ไม่มี

       เมื่อสมัยที่โลกยังไม่ได้ค้นพบ ไฟฟ้า คลื่นความถี่ การแปรเปลี่ยนของสสารและพลังงาน หน่วยความจำ ซอฟแวร์ การถ่ายทอดและตัดต่อทางพันธุกรรม ฯลฯ  ชาวโลกของเราก็คงเห็นว่าเรื่องพวกนี้ดูออกจะเลื่อนลอยเพ้อฝันเสียมากกว่าที่จะมีมูลความจริง  อย่าว่าแต่จะขึ้นจรวดไปสำรวจดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆเลย เอาแค่โลกกลมคือแล่นเรือไปไม่ตกโลกก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ใหญ่โตเกินไปเสียแล้ว  ใครบ้างจะนึกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความจริง

        โลกที่ปรากฏในชีวิตประจำวันของเราก็ มีพื้นดิน มีฟ้า มีน้ำ มีต้นไม้ ฯลฯ  ถ้าถามว่าใต้ดินลึกลงไปตรงที่เราอยู่นี้มีอะไรส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่เคยเห็น  ถ้าเกิดมีการขุดค้นพิสูจน์พบว่าเป็นโพรงถ้ำใต้โลกกว้างเท่าเมืองใหญ่ต่อกันไปหลายกิโลเราถึงรู้ว่าสิ่งที่มีอยู่เป็นแบบนี้  อันที่จริงถ้าถามว่าตอนที่เราไม่รู้นั้นมันมีเป็นแบบนี้อยู่ไหมก็คงตอบว่ามันมีอยู่ตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับคลื่นอิเล็กตรอนที่วิ่งอยู่ในสสารก็มีอยู่มาตลอดแม้ในระยะเวลาล่วงเลยที่คนเรายังไม่สามารถค้นพบมัน

 

ถ้าตาทิพย์มีจริง การเห็นชั้นภูมิอื่นๆก็เป็นเรื่องจริง.....

        บางครั้งผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะอธิบายกับลูกหลานและอนุชนรุ่นหลังอย่างไรดีว่า บางสิ่งบางอย่างนั้นยังไม่ควรจะรับหรือปฏิเสธตราบใดที่เรายังไม่รู้ความจริง  ผู้เขียนจึงได้แต่พูดถึงวิธีคิดและประสบการณ์ของตัวเองตามมีตามเกิด เผื่อว่าเขาจะนำไปพิจารณาบ้าง

        ตาทิพย์ การเห็นได้ด้วย ทิพยจักขุญาณ หรือตาในนั้น  ในช่วงชีวิตของผู้เขียนเคยได้พบและใกล้ชิดกับนักปฏิบัติธรรมมามาก จึงขอเรียนว่ามีนักปฏิบัติธรรมหลายท่านในเมืองไทยเรานี้ที่น่าจะเข้าถึงสภาวะที่เรียกว่าตาทิพย์ได้  ผู้เขียนเคยพิสูจน์หลายต่อหลายครั้งอย่างเช่น อุบาสิกาท่านหนึ่งซึ่งร่วมเดินทางไปทำบุญที่วัดป่าด้วยกัน  ก่อนเดินทางไปท่านก็ทำจิตนึกไปถึงที่วัดแล้วบอกว่า วัดนี้มีลำธารลักษณะอย่างนี้ไหลผ่านกลางวัดซึ่งก็ตรงกับความจริงอย่างที่บอก  เรื่องเช่นนี้มีซ้ำๆและได้ตรวจสอบรายละเอียดข้อสงสัยแล้วจนมั่นใจ  ถ้ามีอนุชนรุ่นหลังสนใจพิสูจน์ก็มีบุคคลที่อาจเป็นกรณีศึกษาซึ่งน่าจะหาพบได้ไม่ยากนักในหมู่นักปฏิบัติธรรมยุคนี้

        หยั่งรู้วาระจิต การอ่านใจผู้อื่นได้ด้วย เจโตปริยญาณ นั้น  ผู้เขียนได้รับประสบการณ์ลักษณะนี้บ่อยมากเพราะอยู่ใกล้พระครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เวลามีทุกข์มีปัญหาคาใจไปหาท่านทีไรแล้วแทบจะไม่ต้องถาม เพราะท่านจะพูดตอบออกมาเป็นเรื่องๆข้อๆในส่วนที่บอกได้ ส่วนที่บอกไม่ได้(เพราะกรรมของเรา)ก็ไม่ต้องไปรบเร้าถามอะไรมากเพราะจะอย่างไรท่านก็ไม่บอกอยู่แล้ว(เคยพยายามแล้ว)  นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีเพื่อนสนิทที่เป็นนักปฏิบัติซึ่งอ่านใจเราได้อีก ก็เลยแทบจะต้องใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่กับคนที่อ่านใจเราได้ในช่วงระยะเวลานาน แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆหรือเรื่องใหญ่ก็รู้จนไม่มีอะไรจะต้องปกปิดกันอีกแล้ว  อย่าว่าแต่สภาวะอารมณ์เราเลย แม้แต่คำพูดคำบ่นเล็กๆในใจก็ยังรู้  แล้วยังจะต้องพิสูจน์อะไรอีก

        วิธีคิด เรื่องของ วิชชา ที่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนานี้เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริง แต่เรื่องสำคัญคือผู้ที่พิสูจน์ อย่าไปเหมารวม กับ การบรรลุธรรม หรือ การเข้าถึงคุณธรรม ของบุคคลนั้น  มีคนที่เข้าถึงวิชชามากมายที่ยังเป็นผู้มีกิเลสอยู่เต็มตัวและพยายามฝึกฝนเพื่อละกิเลสอยู่เหมือนกันซึ่งจะเป็นทางถูกหรือทางผิดก็ยากที่จะระบุชัด ที่ร้ายกว่านั้นคือมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นมาอีกและอาจสอนคนอื่นถูกๆผิดๆได้เหมือนกัน  บางทีก็ได้บ้างเสื่อมบ้างเอาแน่ไม่ได้

        ฉะนั้น วิธีคิดในเรื่องของโลกก็เหมือนกัน  เมื่อเราพูดว่า ...ถ้าตาทิพย์มีจริง การเห็นชั้นภูมิอื่นๆก็เป็นเรื่องจริง... มันก็มีขอบเขตความหมายอยู่เพียงแค่นั้น  ...การเห็นภพภูมิอื่นนั้นเห็น...แต่ว่าเห็นจริงตามที่มันเป็นหรือเปล่า... นี่คงต้องยกไว้อีกเรื่องหนึ่ง  แม้การเห็นก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยเหมือนกันว่ามีคุณภาพแค่ไหน  ถ้าเห็นวัตถุมีลักษณะชัดเจนอยู่ลึกใต้ดินแล้วขุดดินลงไปพิสูจน์ดูพบวัตถุนั้นมีลักษณะตรงตามรายละเอียดที่เห็นก็น่าจะเป็นที่เริ่มของการยอมรับในคุณภาพของการเห็นได้  แต่ก็มีขอบเขตความหมายเท่านั้นจริงๆ ไม่ได้เหมารวมไปถึงว่าเขาละกิเลสได้แล้วหรือเป็นหลักประกันว่าเขาถูกเลือกเป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าใดๆ  เรื่องของวิชชาเป็นเรื่องที่คนเราธรรมดาสามัญก็สามารถฝึกฝนและเข้าถึงได้

        ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงการเจริญสมถะกรรมฐาน เช่น เพ่งแสงสว่าง เพ่งไฟ เพ่งสีขาว เพ่งช่องว่าง เป็นต้น ทำให้เกิดตาทิพย์  หากเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงก็คงจะถูกหักล้างไปก่อนหน้านี้เสียนานแล้ว

คิดดูเถอะว่า เวลากว่าสองพันปีมาแล้ว  ไม่มีใครสามารถหักล้างความจริงหรือคัดค้านในเชิงปฏิบัติอย่างสมเหตุสมผลว่าฝึกอาโลกกสิณ(เพ่งแสงสว่าง)แล้วจะไม่ทำให้เกิดสภาวะ...ตาทิพย์...

 

มองผ่านชั้นความละเอียดของธาตุ

โลกและจักรวาลมิใช่มีแค่เฉพาะที่สัมผัสได้ด้วยประสาททั้งห้า

        ปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนาแต่โบราณท่านได้ส่งผ่านความคิดฝากไว้กับตำนานและคัมภีร์มากมายในเรื่องของโลกและจักรวาลที่ปรากฏนอกเหนือจากประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น พระญาณวิลาศ(พระเถระชาวลาว)และพระพระสิริมังคลาจารย์(พระเถระชาวไทย) เป็นต้น ดังความตอนหนึ่งใน จกฺกวาลทีปนี สงฺขยาปกาสกฎีกา  โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี: ศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเปรียบกับหลักวิทยาศาสตร์” ในธรรมศึกษาวิจัยของ ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี กล่าวไว้ว่า

"ละอองใดของทิพยจักษุญาณเป็นละอองที่ละเอียดเล็กเหลือเกิน ไม่ควรแก่อารมณ์ของจักษุวิญญาณที่อาศัยอยู่ในประสาทจักษุเลย ธุฬี นั้นชื่อว่า ปรมาณู" โดยนัยนี้ก็คือ ปรมาณูเป็นสิ่งที่ละเอียดเกินกว่าตามนุษย์จะมองเห็นได้ เกินว่าวิสัยอินทรีย์ของมนุษย์ ท่านใช้คำว่า "เป็นส่วนเท่า อากาศ" ไม่เป็นอารมณ์ของมังสจักษุ(ตาเนื้อ) เป็นอารมณ์ของทิพย์จักษุ(ตาทิพย์)เท่านั้น  คำว่า "ธุฬี" นั้นหมายถึง "ย่อมไหว" คือ ย่อมฟุ้งด้วยลม ดังนั้น ธุฬี ที่ ละเอียดยิ่งกว่าอณู ชื่อว่า "ปรมาณู”

ในส่วนนี้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงหน่วยของสิ่งเล็กๆในระดับต้นๆที่ตาเนื้อของคนเราเริ่มจะไม่สามารถมองเห็นซึ่งมันก็มีอยู่แล้วในธรรมชาติเช่นกัน

 

อาณาจักรโพรงถ้ำใต้โลกอันมโหฬารพันลึกซับซ้อนไพศาล

       การสำรวจใต้ผืนโลกทำให้คนเราได้พบความรู้ใหม่ๆอีกมากมาย  นอกจากร่องรอยของอารยธรรมของมนุษย์ยุคเก่าก่อนซึ่งเกิดแล้วตายเล่าทับถมกันนับไม่ถ้วนในชั้นใต้โลกอันแปรปรวนไปตามสภาวะธรรมชาติแล้ว ยังมีอะไรๆอีกมากมายมหาศาลที่พิสดารพันลึกจนเราแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือโลกใต้ฝ่าเท้าที่เราเหยียบย่างไปมาทุกวัน

อาจมีคนอีกมากมายที่ยังไม่เคยรู้ว่า ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก(บางช่วงของโถง กว้าง 150 คูณยาว 200 เมตร) เขาว่ากันว่าเอาตึกแถวสี่สิบชั้นยาวเป็นกิโลเข้าไปซุกได้สบาย คือถ้ำซอนดุง ในเวียตนาม  ส่วนถ้ำน้ำลอดยาวที่สุด(14 กิโลเมตร) คือถ้ำฟองญาก็อยู่ในเวียตนามเช่นกัน  ถ้ำใต้ดินในเขต Meghalaya's Jaintia Hills ประเทศอินเดีย มีความยาวถึง 22.20 กิโลเมตร  ถ้ำแมมมอธ ที่ว่ายาวที่สุดในโลกในอเมริกานั้น ยาวถึง 579 กิโลเมตร  ถ้ำโอดายสกายา ถ้ำหินยิปซั่มใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาว 3,600 เมตร ในรัสเซีย  Naica Crystal Caves ถ้ำคริสตัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเม็กซิโก  นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบใต้ดินที่สวยที่สุดในโลกราวกับเมืองแมนแดนสวรรค์ที่ Mellisani Caves, Cheddar Gorge Caves,  Hamilton Pool,  Reed Flute Cave,  Luray Caverns,  Wookey Caves, Lechuguilla Cave,  Macan Che,  Mexico, Banff ฯลฯ

       แม้ถ้ำเสาหินที่สูงที่สุดในโลก(62.5 เมตร) ขนาดที่เอาคนต่อตัวกันขึ้นไปถึง 35 คน ก็มีอยู่ในเมืองไทยเรานี้เองคือ ถ้ำเสาหินอุทยานแห่งชาติลำคลองงู อยู่ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

        เหล่านี้เป็นเพียงส่วนที่คนเราค้นพบและเปิดเผยให้รู้กันทั่วไป  ดินแดนแห่งถ้ำเหล่านี้เผยให้เห็นช่องทางเชื่อมโยงสู่ความเป็นไปได้ของอาณาจักรใต้โลกอันโอ่อ่าใหญ่โตมโหฬารหลายชั้นที่ซับซ้อนราวกับรังผึ้งหรือรังมดปลวก  อาจมีบ้างที่เป็นโพรงอากาศและสายน้ำใต้ดินทั้งที่แสงสว่างส่องไปถึงได้เพียงเล็กน้อยและที่ๆตกอยู่ในความมืดมิดตลอดเวลานานชั่วนาตาปี  ยังมีอีกมากมายเหลือจะคณานับทั้งที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผยและสำรวจได้ทั่วถึง เช่น ใต้เทือกเขาหิมาลัย ใต้มหาสมุทร เป็นต้น 

        แม้ในประเทศไทยเราเองและละแวกใกล้เคียงก็มีคำเล่าขานความเป็นมาที่สอดคล้องลักษณะทางกายภาพใต้ดินอยู่ไม่น้อย เช่น หนองแส เวียงหนองล่มโยนก สุโขทัย หนองหาน กุดป่อง เป็นต้น

        ลักษณะที่เรียกว่า “ภูน้ำลอด” เช่นที่ สกลนคร ชุมพร เป็นต้น เป็นชื่อเรียกขานที่บ่งบอกถึงทางน้ำใต้ดินที่เชื่อมโยงถึงกันใต้ภูเขาเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองอันมีมาแต่นมนานกาเล  แม้แต่ สองฟากฝั่งโขง ก็ยังมีถ้ำใต้น้ำเป็นอุโมงค์เชื่อมโยงถึงกันอยู่มากมาย

        แน่นอนว่าความเป็นไปในมิติทางกายภาพของใต้โลกย่อมมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับความแปรปรวนและอุบัติภัยบนผืนแผ่นดิน

       สำหรับในส่วนของ การเห็นใต้โลกด้วย ทิพยจักขุญาณ นั้น หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือ มโนมยิทธิและประวัติของฉัน ความตอนหนึ่งว่า  “.....แผ่นดินมันเป็นร่องใหญ่ จะว่าเป็นแม่น้ำนี่ไม่ใช่แล้ว  บางจุดมันกว้างแบบทะเลน้อยๆ ไอ้ทะเลใหญ่ๆเขากว้างกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้ คือศูนย์ที่กว้างที่ห่างจริงๆมันเป็นไมล์ๆ บางทีถึง 7 ไมล์ก็มี กว่าก็มี.....”  และท่านยังได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่อง โพรงใต้โลก ในประเทศไทยว่า  “.....สายใหญ่ที่ผ่านประเทศไทย ใหญ่ ๆ เป็นสายที่น่ากลัวจริง ๆ มีอยู่ ๓ สาย แต่ความกว้างของแต่ละสายที่กว้างสูงสุดไม่โตนัก ความกว้างไม่เกิน ๓ กิโลเมตร.....”

 

มิติเร้น มิติซ้อน มิติเหลื่อม มิติเชื่อมโยง

        เพียงแค่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อก็ยังมีมิติเร้นอีกมากมายมหาศาล เหมือนกับเรื่องของปริมาณสัตว์บกและสัตว์น้ำ ดังเช่นเนื้อความตอนหนึ่งใน คัมภีร์จักรวาลทีปนี ซึ่ง พระสิริมังคลาจารย์ ได้กล่าวถึง ความใน สัจจสังยุต ว่า

        “.....พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ฝุ่นอันน้อยที่เรายกขึ้นไว้บนปลายเล็บนี้กับแผ่นดินนี้อย่างไหนจะมากกว่ากัน 

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ส่วนฝุ่นอันน้อยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นไว้บนปลายพระนขานี้มีประมาณน้อย นับกันไม่ได้ เทียบกันไม่ได้ ไม่เข้าถึงแม้ส่วนเสี้ยว เทียบกับแผ่นดินใหญ่แล้ว ฝุ่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นไว้บนปลายพระนขามีประมาณน้อย 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหมือนกันนั่นแหละภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่เกิดบนบกมีประมาณน้อย ส่วนสัตว์ที่เกิดในน้ำนั่นแหละมีมากแท้แล.....”

        ในชั้นของโลกธาตุที่ตาเนื้อมองเห็นได้ก็อลังการพออยู่แล้ว แต่ในส่วนของประสบการณ์ของผู้มีตาทิพย์นั้นยิ่งกว่า  ท่านผู้มีทิพยจักขุญาณย่อมสามารถจะเห็นความเป็นอยู่ในชั้นภูมิต่างๆของอาณาจักรใต้ดินและบนท้องฟ้าอากาศ

 

ลับแล มิติเหลื่อมบัง...

เรื่องของมิติเหลื่อมบังและลับแลนั้นเป็นที่รับรู้เล่าขานกันมานานแต่โบราณแล้วและมักจะเล่าถึง บรรยากาศที่คล้ายกับยามสนธยาโพล้เพล้ภายใต้ร่มเงาบังแสงของเหลี่ยมเขา ซอกผา ป่าละเมาะ หรือแม้กระทั่งท้ายสวนและท้ายไร่ เหมือนกับคำร่ำลือแถบ เทือกขาหิมะมังกร ในทิเบต หรือแถบ ภูกระดึง จังหวัดเลย หรือในที่อื่นๆอีกมากมาย  เป็นมิติที่ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างเหินห่างจากการเชื่อมโยงกับโลกเราบ้างในบางยุคสมัยแต่ก็มิใช่ว่าหายไป

นักค้นคว้าสมัยใหม่ บางท่านพยายามอธิบาย ภูมิที่ซ่อนอยู่ครึ่งๆกลางๆแสงหรือ Twilight zone ว่ามีความแตกต่างกับย่านความถี่ของคนธรรมดาเราอยู่บ้างแต่นั่นก็ยังคงเป็นเพียงความพยายาม

ส่วน นัก UFO หรือที่เรียกง่ายๆว่า จานบินวิทยา บางท่านก็อธิยายถึง ประตูมิติ ในลักษณะของ stargate ว่ามีอยู่ทั่วไปในโลกนี้ อาจมีการเคลื่อนผ่านไปมาในช่องทางซึ่งเรียกว่า รูหนอน

สำหรับ นักปฏิบัติทางจิต มักมีคำอธิบายที่เชื่อมโยงกับชั้นความละเอียดของจิตและธาตุอันเนื่องมาจากศีลธรรมเป็นหลักซึ่งก็จะสรุปไปในแนวทางที่ว่า  ชั้นความต่างในย่านความถี่ระหว่างมิตินั้นก็คือผลของชั้นความต่างของระดับจิตใจในด้านศีลธรรมนั่นเอง

มี แม่ชีชาวฝรั่ง ที่มาบวชอยู่วัดป่าแห่งหนึ่งแถบ ภูพาน ท่านบอกว่า ท่านยังเคยคุยกับพวก บังบด(ลับแล) ที่ใกล้วัดนั่นบ่อยๆ

 ...ผู้หญิงบังบดแต่งเสื้อผ้าชุดดำเสื้อปิดคอเรียบร้อย  ช่วงลำคอนั้นค่อนข้างยาวระหงดูงามสง่ากว่าคนธรรมดาทั่วไป  กิริยามารยาทสุขุมเรียบร้อย... เธอเล่า

เรื่องของลับแลนั้นหากมองในมิติทางศีลธรรมของผู้คนก็น่าจะมีแนวโน้มที่อยู่ในระดับสูงกว่าโลกภายนอกของเรา  ยิ่งมองอย่างมีวิสัยทัศน์เชิงบวกไปกว่านั้นก็อาจจะเป็นที่เก็บซ่อนขุมพลังฝ่ายดีในยามที่โลกเสื่อมทรามวิบัตินานาประการ #

 

  ชุนคำ  จิตจักร : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

ลงพิมพ์ในนิตยสารมหามงคล ปีที่ 2 ฉบับที่ 20 ประจำเดือนสิงหาคม 2554

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

 

มิติทิพย์.....คู่ขนานมิติโลกทางกายภาพ...

 

ชุนคำ  จิตจักร

เบื้องลึกที่เหมือนน้ำแข็งใต้น้ำ

        กล่าวกันว่า คนที่สามารถพิสูจน์ด้วยตัวเองจนรู้ว่า การรู้เห็นอันนอกเหนือจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิต  ก็ถือว่าเริ่มได้พบก้าวย่างที่แท้จริงในการสำรวจชั้นภูมิอื่นๆในธรรมชาติแล้ว   เมื่อทบทวนตรวจสอบและทำให้ชำนาญขึ้นจนมั่นใจ  บรรดาเรื่องราวแง่คิดคลุมเครือทั้งหลายที่คนเขาถกเถียงกันอยู่ในยุคสมัยนี้ก็จะไม่มากวนใจอีกต่อไป  การมองโลกโดยสภาพความจริงตามที่มันเป็นก็จะขยายกว้างใหญ่ไพศาลออกไป

        สิ่งต่างๆที่ปรากฏชัดอยู่ในประสาทสัมผัสทั้งห้าของคนเรานี้ หากกล่าวตามหลักเหตุผลอย่างรวบยอดจริงๆในธรรมชาติแล้วมันก็มีเหตุปัจจัยที่มา ไม่ใช่มีแค่เหตุปัจจัยช่วงสั้นๆบางช่วงเท่านั้น เช่น เอามือไปจับไฟแล้วรู้สึกร้อน แล้วก็ตัดตอนเอามาวิเคราะห์วิจัยกันแค่นั้น มันยังมีเหตุที่เกิดไฟขึ้นมา ยังมีตัวตนของคนที่บอกว่าร้อน และมีวิธีการดับไฟอย่างถาวรอีก  โลกของประสาทสัมผัสทางกายเนื้อนั้นปรากฏแก่เรา เหมือนกับส่วนที่โผล่ขึ้นมาของก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำเท่านั้น  ส่วนที่มีมากกว่าซึ่งจมอยู่ใต้น้ำนั้นไม่ปรากฏให้เราเห็น เช่นเดียวกับมหันตภัยโลกของเราที่ยังมีเหตุที่มาซึ่งมีอยู่ในมิติเร้นอีกมาก

 

ผืนแผ่นดินไทยในมิติเชิงซ้อน

        ถ้ามองแผ่นดินไทยและละแวกใกล้เคียงอย่างคร่าวๆแบบง่ายๆโดยไม่ต้องเป็นวิชาการก็น่าจะนึกถึงภูเขากับแม่น้ำเอาไว้ก่อน คือสมมุติเอาว่าถ้ามองในมุมสูงไปทั่วๆก็จะเห็นว่า

       ภาคเหนือ นั้นมี ทิวเขาแดนลาว ต่อเนื่องมาจากพม่าทางแม่ฮ่องสอน  ต่อมาก็ ทิวเขาถนนธงชัย ผีปันน้ำ และตะนาวศรี อยู่ด้านฝั่งพม่ายาวมาถึงภาคกลาง  ด้านฝั่งทางลาวมี ทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่สิบสองปันนาแล้วยาวลึกเข้าไปในลาว มีต้นธารน้ำอันก่อให้เกิดสายน้ำ ปิง วัง ยม และน่าน ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยา

       ภาคอีสาน มีทิวเขาที่สำคัญคือ ทิวเขาดงพญาเย็น อยู่แถบโคราช ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาพนมดงรัก กั้นแดนทางฝั่งเขมร ทิวเขาภูพาน และภูเขายอดตัดคือ ภูเรือ ภูหอ ภูหลวง และภูกระดึง อยู่ค่อนไปทางริมโขง มีสายน้ำคือ ชี มูล อูน และสงคราม ไหลลง แม่น้ำโขง

       ภาคกลาง ด้านตะวันตกมี ทิวเขาถนนธงชัย และตะวันออกมี ทิวเขาเพชรบูรณ์ มีสายน้ำ เจ้าพระยา ยม ป่าสัก ลพบุรี และท่าจีน ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย

       ภาคตะวันออก มี ทิวเขาบรรทัด กั้นพรมแดนทางเขมร ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาจันทบุรี มีสายน้ำคือ แม่น้ำบางปะกง ไหลลง ทะเล

       ภาคตะวันตก มี ทิวเขาตะนาวศรี เป็นพรมแดนด้านพม่า มีสายน้ำคือ ปิง วัง แม่กลอง และเพชรบุรี ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยา และอ่าวไทย

       ภาคใต้ มี ทิวเขาสันกาลาคีรี ทิวเขานครศรีธรรมราช และทิวเขาภูเก็ต  มีสายน้ำคือ กระบุรี หลังสวน ตะกั่วป่า ท่าทอง พุมดวง ตาปี ปากพนัง ตรัง สายบุรี ปัตตานี และโกลก ไหลลง ทะเล

ผืนแผ่นดินอันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นทวีปใหญ่โดยปกติก็สึกกร่อนพังทลายเป็นอนิจจังไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว จะด้วยเหตุแห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ หรืออะไรก็ตาม แต่ความแตกต่างในแต่ละภูมิภาคย่อมจะส่งผลให้เกิดภาวะทางธรรมชาติที่ต่างกันไป

เทือกเขาหรือภูเขา อันเปรียบเสมือนโครงกระดูกของทวีปนั้นมีเนื้อหินที่ต่างกัน  ถ้าเป็นหินชนิดแข็ง เช่น หินอัคนี หรือ หินแกรนิต ก็จะพังทลายได้ยาก แต่ถ้าเป็นชนิดอ่อน เช่น หินปูน หรือ หินเกลือ ก็จะพังทลายได้ง่าย

การหมุนเวียนเปลี่ยนระดับและถ่ายเทของน้ำ เป็นการเคลื่อนตัวที่เป็นวัฎจักรอยู่ชั่วนาตาปี เมื่อฝนตกลงตามป่าเขาและที่ราบในผืนทวีปก็จะไหลรวมเป็นลำธารลงสู่แม่น้ำและหนองบึงแล้วระบายลงทะเล พอน้ำทะเลหนุนสูงก็ถ่ายเทกลับไปๆมาๆ  เป็นเหตุให้เกิดการแปรสภาพและกัดเซาะเนื้อดินและหิน มีผลต่อการพังทลายมากโดยเฉพาะ ความชุ่มอิ่มน้ำ และ ระบบวิถีของน้ำใต้ดิน ที่เรามักไม่ค่อยสังเกตเห็น  ทำให้ทวีปที่เราอยู่เหมือนกับหินฟองน้ำที่มีรูพรุนอะไรทำนองนั้น

ภูน้ำลอด เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ภูน้ำลอด อย่างเช่นที่ สกลนคร ว่า คนแต่ก่อนเขาเอา คุ(ชะลอมจักสานที่ยาด้วยยางไม้)ไปตักน้ำในบ่อที่ วัดพระธาตุเชิงชุม แล้วพลาดทำหลุดจมลงไปในบ่อ พอรุ่งขึ้น คุ นั้นกลับไปโผล่ที่ หนองหาน ซึ่งอยู่ตั้งไกล  เรื่องแบบนี้ก็มีเล่าขานที่ กุดป่อง จังหวัดเลย เหมือนกันและเข้าใจว่าที่ ภูน้ำลอด จังหวัดชุมพร หรืออีกหลายๆแห่งก็มีเรื่องทำนองนี้  นี่แสดงให้รู้ว่าทางน้ำใต้ดินตามใต้ภูเขานั้นมีอยู่มาก บางทีอาจจะมากกว่าที่คนเราคาดคิดกันอยู่ทั่วไป

ขณะที่แม่น้ำบนผิวโลกไหลอยู่ชั่วนาตาปี แม่น้ำลำห้วยธารใต้ผิวโลกก็ไหลปรับระดับอยู่ด้วยตลอดเช่นกัน  แม้แต่ทะเลสาบและบึงใหญ่ใต้ดินก็มีส่วนทำให้ชุ่มน้ำและถ่ายเท อีกทั้งการเคลื่อนตัวของมวลสารอันร้อนระอุจากส่วนลึกของโลกประกอบกับแก๊สไอร้อนและเย็นต่างๆก็ส่งแรงบีบกดดันกันไปมา ส่งผลให้เกิดน้ำพุและท่อธารเหลือจะคณานับ

โพรงใหญ่ใต้ดิน ถ้าคิดกันแบบพื้นๆธรรมดา ตรงที่ ดินถล่ม และ เมืองล่ม ก็ย่อมจะมี โพรงที่ว่าง อยู่ด้านล่างอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะโดยการเคลื่อนตัวหรือกัดเซาะ  มีตั้งแต่เล็กไปถึงใหญ่จนกระทั่งใหญ่พอที่จะฝังหรือจมเมืองทั้งเมืองให้หายไปจากผิวโลกได้

ถ้ำใต้ภูเขา เทือกเขาและภูเขาเมื่อถูกกัดกร่อนนานวันเข้า หินชนิดอ่อนก็พังทลายไป เกิดเป็นช่องว่างโพรงถ้ำมากมายมหาศาลขึ้นมาแทน ภูเขาส่วนใหญ่จึงไม่ได้เป็นแท่งทึบตันๆที่คลุมด้วยต้นไม้อย่างที่เราเห็นกันภายนอก

 

อลังการถ้ำใต้ภูเขา

ผู้เขียนเคยไปสำรวจถ้ำใต้ภูเขาในป่าลึกในภาคกลางของไทยเรา(ขออภัยที่ไม่อาจเรียนให้ทราบได้ว่าอยู่ที่ไหน)  ได้พบความพิสดารอลังการ์อย่างที่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้พบในชีวิต

ถ้ำนี้มีทางลงไม่กว้างนัก  ต้องไต่ไม้ไผ่ลงไปราวสี่ห้าวา แต่พอลงไปแล้วจะมีอุโมงค์ถ้ำเป็นช่วงๆเหมือนห้องต่อกันยาวเรื่อยไปไม่รู้ที่สิ้นสุด  แค่เห็นห้องแรกก็ต้องตะลึงงันจนอึ้งไปนาน  เพราะผนังถ้ำเป็นผลึกแก้วเล็กๆรูปทรงคล้ายดอกบัวใสสะอาดบริสุทธิ์แวววาวเหมือนเพชรเต็มไปหมด  ผลึกแก้วที่ว่านี้เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกินข้อมือเรา เป็นรูปทรงดอกบัวเหมือนกันตลอดทั้งผนัง  ส่วนเพดานด้านบนมีผลึกแก้วรูปเดียวกันขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางราวสองถึงสามคืบติดอยู่เหมือนไฟประดับ  ตรงพื้นถ้ำมีผลึกใหญ่ซึ่งสังเกตได้ว่าน่าจะหลุดลงมาจากด้านบนนั่นเอง  ที่สำคัญคือเหมือนหยดลงมาเรียงแถวได้จังหวะเว้นระยะเป็นบัวแก้วใหญ่สี่ดอกอย่างสวยงาม ส่วนดอกที่ห้านั้นอยู่บนผนังยังไม่หยดลงมา  ผู้เขียนกับเพื่อนหกเจ็ดคนก็เป็นคนพุทธ อดไม่ได้ที่จะอุปาทานเปรียบเทียบไปถึงพระเจ้าห้าพระองค์ซึ่งองค์สุดท้ายของภัทรกัปยังไม่ได้มาตรัสรู้  เรื่องประจวบเหมาะถึงเพียงนี้ก็มีในโลกนี้ด้วยหรือ... ต่างคนต่างแทบไม่อยากเชื่อสายตา  ลึกเข้าไปอีกนั้นมีหินงอกหินย้อยที่มีลักษณะเหมือนกับพระพุทธรูปปางนาคปรกไม่ผิดเพี้ยน

พอหันมาดูอีกทางด้านหนึ่ง ก็พบช่องทางเดินนำไปสู่ห้องโถงอันใหญ่โตมโหฬารซึ่งดูมีต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆตลอดแนวใต้ดินของที่ราบเอียงอันกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างภูเขา  นี่คือสภาพใต้ภูเขาจริงๆในประเทศไทยที่ผู้เขียนไปเห็นมา

 

อาณาจักรใต้ดินถิ่นลุ่มน้ำโขง

        เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ ถ้ำชอนดุง ในเขต เกาลอง(เก้ามังกร) ที่ซึ่งแม่น้ำโขงไหลลงทะเลในเวียตนาม พร้อมกันนี้ก็ได้พบแม่น้ำใต้ดินที่ยาวที่สุดที่นั่นด้วย  ฉะนั้น เมื่อหันมาพิจารณาเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับถ้ำใต้ดินแถบลุ่มน้ำโขง ผู้เขียนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีความเป็นไปได้สูงและอาจมีอะไรที่มากกว่าที่คาดคิดไว้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็น หนองแส หนองหาน กุดป่อง แก่งอาฮง หลี่ผี โตนเลธม และเกาลอง

 

หนองแส

        หนองแส หรือ ตาลีฟู หรือที่ทุกวันนี้เรียกกันว่า ต้าลี่ หรือ ทะเลสาบเอ๋อห่าย เป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ที่มีมาแต่โบราณ  แม้แต่เรื่องต้นเค้าตำนานตอนเริ่มกำเนิดแม่น้ำโขงที่ พญานาค สองตนทะเลาะกันก่อนจะขุดคุ้ยเป็นแม่น้ำก็เริ่มที่นี่  แม้แต่ อาณาจักรเชียงรุ้ง และรากเหง้าเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของชนชาติต่างๆในสุวรรณภูมิก็มาจากที่นี่ จึงนับว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของโลกที่มีมายาวนานมาก

        เนื่องจากเป็นที่รองรับและเก็บน้ำมหาศาลอันเกิดจากน้ำแข็งละลายจากเทือกเขาหิมาลัยและน้ำฝนจากส่วนต่างๆของทวีปมาไม่รู้กี่พันปีแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าการกัดเซาะและสึกกร่อนซ้ำแล้วซ้ำอีกย่อมจะสร้างอาณาจักรใต้โลกอันใหญ่โตมโหฬารได้รูปอย่างชัดเจนและแทบจะอยู่ตัวแล้ว  คิดดูเถอะว่าด้านหนึ่งเป็นเทือกเขาสูงเสียดฟ้าสลับซับซ้อนที่เรียกว่าหลังคาโลก อีกด้านหนึ่งเป็นทางที่ต้องระบายน้ำที่เก็บกักไม่ไหวลงทะเลชนิดที่ต้องทะลุทะลวงไปให้ได้ไม่ว่าอะไรจะกีดขวาง  อาณาจักรใต้โลกจึงขยายกว้างออกและทะลุทะลวงเชื่อมต่อไปสู่ทุกที่ๆมีทะเลสาบและบึงหนองไม่ว่าจะเป็นบนดินและใต้ดิน

 

ชั้นมิติเร้นลึก

ต้นเค้าตำนาน พญาแถน พญานาค และพญามังกร

        ตำนานเดิมของสุวรรณภูมิ ชาวสุวรรณภูมิมีความเชื่อเรื่องการบนบาน พญาแถน เทวดาผู้เป็นใหญ่มาก่อน  เล่าขานกันว่าเดิมมีพญานาคชื่อ พญาศรีสัตตนาค กับ พญาสุตตนาค สองสหายอยู่หัวหนองและท้ายหนองที่นี่ ภายหลังทะเลาะกันเรื่องการแบ่งอาหารแล้วขุดคุ้ยออกไปคนละทางจนเป็นแม่น้ำสายใหญ่  ตำนานนี้เริ่มกล่าวไว้ตั้งแต่ช่วงยุคสมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 คือ พระกกุสันธะพุทธเจ้า ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 100 ปี มาจนถึงพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 คือ พระโกนาคมนะพุทธเจ้า

ตำนานจีน มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ เจดีย์สามองค์ซึ่งถูกเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า เจดีย์ข่มมังกร มีบันทึกว่าพื้นที่แถบนี้เคยประสบอุทกภัยสร้างความเสียหายทางการเกษตรเป็นอย่างมาก เมื่อสำรวจฮวงจุ้ยแล้วก็พบว่าเป็นที่อยู่ของมังกร เมื่อใดที่มังกรพลิกตัว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปทรงแตกต่างกันสามองค์ขึ้นมาเพื่อทับตัวมังกรไว้  อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า มังกรขึ้นมาเล่นน้ำที่ทะเลสาป ทำให้น้ำล้นไหลท่วมบ้านเมือง ชาวต้าลี่โบราณเชื่อว่ามังกรเกรงกลัวเจดีย์ จึงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อไม่ให้มังกรขึ้นมาเล่นน้ำซึ่งเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ว่ามื่อเจดีย์สร้างเสร็จพื้นที่บริเวณนี้ก็ไม่เคยมีน้ำท่วมอีกเลย

เรื่องของ นาค และ มังกร นี้มีมานานจนแทบจะพูดได้ว่าพร้อมๆกับโลกเราทีเดียว บางท่านอาจจะสงสัยเหมือนผู้เขียนว่าสองเผ่าพันธุ์นี้ต่างกันอย่างไร  เรื่องนี้เคยได้เรียนถามนักปฏิบัติทางจิตหลายท่านก็ได้คำตอบว่า คล้ายๆกัน ก็เหมือนคนเราเป็นคนเหมือนกันทั่วโลกแต่ก็มีต่างเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และภาษา

 

ญาณวิเศษหลวงพ่ออุตตมะ

ครั้งหนึ่ง หลวงพ่ออุตตมะ ได้เล่าถึง ความมหัศจรรย์ของ ถ้ำผาจม จังหวัดเชียงราย ให้บรรดาศิษย์ฟังว่า ถ้ำผาจมแห่งนี้  ถ้าเดินลงไปด้านล่างก็จะพบอุโมงค์ใหญ่มากสามารถจุคนได้เป็นหมื่นและมีทางเชื่อมไปได้หลายทาง  พื้นถ้ำมีทางทะลุไกลไปถึง เมืองหงสาวดี ในพม่า อีกทางหนึ่งไปทะลุ หนองแส ในประเทศจีน และมีทางทะลุไปถึงแม่น้ำโขง  ถ้าดูตามแผนที่แล้วระยะทางถึงหงสาวดีนั้นไม่ใช่ว่าใกล้ๆเลย

 

พระอาจารย์นิราไปเที่ยวชม

พระอาจารย์นิรา เคยเดินทางไปถวายสังฆทานที่วัดถ้ำผาจม ได้พบว่า มีพญานาคมาอนุโมทนากับท่านและหลังจากนั้นก็พาท่านไปเที่ยวถึง แม่น้ำโขง โดยลงไปตรงทางลงที่ถ้ำผาจมนี้เอง

 

ตาทิพย์ของพระดวงตา

        พ่อขาวต๋า ชาวไทยใหญ่ นักปฏิบัติธรรมผู้ซึ่งปกติมีดวงตามืดมนมองไม่เห็นแต่ได้ปฏิบัติธรรมจนบังเกิด ตาทิพย์ สามารถเดินเหินไปมาเองและรู้เห็นสิ่งลี้ลับซ่อนเร้นจนชาวบ้านขนานนามว่า พระดวงตา  เป็นท่านหนึ่งที่เคยเดินลงไปสำรวจถึงเจ็ดวัน ท่านได้เล่าให้ แม่ขาวจอมแปง ฟังว่า ถ้ำแห่งนี้กว้างขวางมากสามารถจุคนได้เป็นหมื่นๆจริง บางแห่งก็มีน้ำไหลผ่านบางแห่งก็แห้ง  ท่านได้เดินตามทางลอดใต้พื้น แม่น้ำสาย ไปจนทะลุออกที่ ถ้ำผาปูน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ของพม่าเลย  เรื่องราวมหัศจรรย์ของผู้มีอภิญญาท่านนี้ยังมีอีกมาก ผู้ที่ใกล้ชิดท่านเคยเล่าเอาไว้ด้วยว่า ครั้งสุดท้ายที่ท่านจากไปโดยไม่มีใครพบเห็นอีกนั้น ว่ากันว่ามีเตียงทองโผล่ขึ้นจากน้ำในถ้ำมารับท่านไปอยู่นาคพิภพด้วย

#

 

  ชุนคำ  จิตจักร : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

ลงพิมพ์ในนิตยสารมหามงคล ปีที่ 2 ฉบับที่ 21 ประจำเดือนกันยายน 2554

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2012 เวลา 06:21 น.)