ดินแดนแห่งภูเขาและสายน้ำโบราณ 

มุมมองบนฟ้า                                                          

 

ถ้าท่านอยู่บนมุมมองของท้องฟ้า  คงจะเห็นแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์เป็นสีเขียวอมฟ้าแบบภาพถ่ายทางดาวเทียม  มองเหนือเยื้องไปทางซ้ายเห็น ที่ราบสูงทิเบต และ เทือกเขาหิมาลัย อันเป็นส่วนที่เรียกว่าหลังคาโลก  ที่ ภูเขาจี้ฟู อันอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ๕,๒๐๐ เมตร นั้นจะมีแม่น้ำ จาคู และ อาคู ไหลมารวมกัน  น้ำที่ไหลมานั้นเป็นน้ำจากหิมะละลายของหิมาลัย เช่น เทือกเขาเหม่ยลี่ แห่งแดน แชงกรีลา ที่ลือกันว่างามดั่งสรวงสวรรค์ เป็นต้น  จาก ทิเบต ซึ่งเรียกกันว่า แม่น้ำลกฉอง แต่บางบันทึกก็บอกว่าเรียก ต้าจู ที่แปลว่า แม่น้ำหิน ไหลลงสู่ยูนานมาทาง สิบสองปันนา  ที่คนจีนเรียกว่า แม่น้ำหลานชาง  หรือบางช่วงก็อาจจะเรียกว่า เก๋าลุ่งเกียง(มังกรทั้งเก้า)  แถบเยื้องขวาลงมาหน่อยคือ เอ๋อไห่ หรือ หนองแส ในอดีต  จะเริ่มเห็นเส้นทางไหลของแม่น้ำโขงจาก ยูนาน ผ่านมาสู่ ลานนา  ไปที่สามเหลี่ยมทองคำซึ่งติดต่อทั้ง พม่า ลาว และไทย ไปที่ เชียงของ(เชียงราย) เข้าไปใน ลาว ออกมาจังหวัด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี เข้าไปใน กัมพูชา ผ่าน เวียดนาม แล้วลงสู่มหาสมุทร  เส้นทางไหลของน้ำระยะทางราว ๔,๙๐๙  กิโลเมตรนี้ ผ่าน เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาในยูนาน เทือกเขาหลวงพระบาง และเทือกเขาภูพาน  ได้รับเอาน้ำจากเทือกเขาและที่ราบซึ่งไหลรวมเป็น หนอง บึง แม่น้ำ และลำห้วย แควน้อยใหญ่มารวมลงเป็น แม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยสู่ เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น จ.เชียงราย ระยะทาง ๘๔ กิโลเมตร ก่อนเข้าสู่ประเทศลาว และไหลเป็นพรมแดนไทย ลาวเริ่มจาก จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวมความยาวที่ไหลผ่านประเทศไทยประมาณ ๙๗๖ กิโลเมตร

ในภาคเหนือ บริเวณนี้จะมีลักษณะภูเขาและเนินเขาทอดยาวในแนวเหนือใต้ มี แม่น้ำคำ แม่น้ำกก และแม่น้ำอิง ไหลลงสู่แม่น้ำโขง สภาพแม่น้ำในภาคเหนือจึงเป็นแก่งหินและหน้าผาและแม่น้ำไม่กว้างนักไหลผ่านขุนเขาสองข้างไปจนสุดแดนไทยลาวที่อำเภอเวียงแก่น  เป็นลักษณะเช่นนี้ไปจนถึงหลวงพระบางในลาว 

ส่วนในภาคอีสาน  พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตที่ราบสูงโคราช ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะเอียงลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ มี แม่น้ำมูลและแม่น้ำชี ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอโขงเจียม จ.อุบลราชธานี  บริเวณตอนปลายของที่ราบสูงจะเป็นเนินกว้างลาดชันแยกจากลุ่มน้ำย่อยของทะเลสาบเขมร  ในภาคอีสานยังถูกแบ่งโดยแนวเทือกเขาภูพาน ตอนเหนือเป็นแอ่งสกลนคร มี แม่น้ำสงครามและแม่น้ำอูน ไหลไปลงสู่แม่น้ำโขง สายน้ำโขงในภาคอีสานจะแผ่กว้างออก ประกอบไปด้วยชายฝั่งและหาดทราย  จะพบเกาะแก่งเป็นจำนวนมากอีกครั้งที่สี่พันดอนประเทศลาว

นอกจากนี้ ยังมี แม่น้ำงึม แม่น้ำเทิน และแม่น้ำเซกอง จาก ลาว ทะเลสาบโตนเลสาป จากกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องกับลำธารของเทือกเขาสอยดาวฝั่งตะวันออกของจันทบุรี และแม่น้ำเซซาน ในประเทศเวียดนามด้วย

ปลายของแม่น้ำโขงที่ประเทศเวียดนามแยกออกเป็น ๙ สาย ก่อนไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ซึ่งคนเวียดนามเรียกว่า เกาลอง หรือ ๙ มังกร

        ถ้ามองภาพกว้างเชื่อมโยงผืนแผ่นดินไทยเราอย่างง่ายๆไล่จากเหนือจรดใต้ก็จะเห็นภาพความกลมกลืนของภูเขาและสายน้ำคือ

        ภาคเหนือ นั้นมี ทิวเขาแดนลาว ต่อเนื่องมาจากพม่าทางแม่ฮ่องสอน  ต่อมาก็ ทิวเขาถนนธงชัย ผีปันน้ำ และตะนาวศรี อยู่ด้านฝั่งพม่ายาวมาถึงภาคกลาง  ด้านฝั่งทางลาวมี ทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่สิบสองปันนาแล้วยาวลึกเข้าไปในลาว มีต้นธารน้ำอันก่อให้เกิดสายน้ำ ปิง วัง ยม และน่าน ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยา

        ภาคอีสาน มีทิวเขาที่สำคัญคือ ทิวเขาดงพญาเย็น อยู่แถบโคราช ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาพนมดงรัก กั้นแดนทางฝั่งเขมร ทิวเขาภูพาน และภูเขายอดตัดคือ ภูเรือ ภูหอ ภูหลวง และภูกระดึง อยู่ค่อนไปทางริมโขง มีสายน้ำคือ ชี มูล อูน และสงคราม ไหลลง แม่น้ำโขง

        ภาคกลาง ด้านตะวันตกมี ทิวเขาถนนธงชัย และตะวันออกมี ทิวเขาเพชรบูรณ์ มีสายน้ำ เจ้าพระยา ยม ป่าสัก ลพบุรี และท่าจีน ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย

        ภาคตะวันออก มี ทิวเขาบรรทัด กั้นพรมแดนทางเขมร ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาจันทบุรี มีสายน้ำคือ แม่น้ำบางปะกง ไหลลง ทะเล

        ภาคตะวันตก มี ทิวเขาตะนาวศรี เป็นพรมแดนด้านพม่า มีสายน้ำคือ ปิง วัง แม่กลอง และเพชรบุรี ไหลลง แม่น้ำเจ้าพระยา และอ่าวไทย

        ภาคใต้ มี ทิวเขาสันกาลาคีรี ทิวเขานครศรีธรรมราช และทิวเขาภูเก็ต  มีสายน้ำคือ กระบุรี หลังสวน ตะกั่วป่า ท่าทอง พุมดวง ตาปี ปากพนัง ตรัง สายบุรี ปัตตานี และโกลก ไหลลง ทะเล

        ภูเขา สายน้ำ และภาพกว้างๆ จะมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจอะไรอีกหลายๆอย่างได้ง่ายและยังช่วยเสริมจินตนาการได้อีกไม่น้อย

 

ตำนานเรื่องเล่าของภูเขาโบราณ 

 

ภูมะโรง 

 

        ภูมะโรง หรือที่แปลว่า ภูงูใหญ่ หรือ ภูนาค เป็นภูเขาสูงใหญ่  ถ้ามองจากอำเภอพิบูลมังสาหารจังหวัดอุบลราชธานีฝั่งไทยไปทางตะวันออกจะเห็นยอดเขาแหลมเหมือนเจดีย์สูงเสียดฟ้าอยู่ลิบๆ  ภูเขานี้เชื่อมโยงกับ ภูจำปาศักดิ์ และเทือกทิวเขาอื่นๆที่ทอดยาวลงไปทางเขมรต่ำ  มีถ้ำใหญ่น้อยลึกลับซับซ้อนอยู่มากมายอันเป็นที่หลบเร้นบำเพ็ญพรตของเหล่าฤาษีดาบสหรือ ตาปโส มาแต่โบราณ ตลอดจนเป็นที่ปลีกวิเวกหลีกเร้นภาวนาของพระธุดงค์กรรมฐานที่จัดได้ว่า ยอดเยี่ยม แห่งหนึ่งซึ่ง หากจะเรียกว่าหนึ่งเดียวถิ่นนี้...ที่ไม่มีที่ใดเหมือน..หรือถิ่นวิเวกในฝัน...สำหรับผู้มีอุปนิสัยทรงฌานหรืออภิญญาก็เห็นจะไม่ผิด  เพราะนอกจากจะมี ยอดภูสูง เหวลึก ป่ารกชัฏ ไข้ป่าชุกชุม และภูมิประเทศสลับซับซ้อนอันตรายรอบด้านแล้วยังเป็นแดนอาถรรพ์ของเหล่าภูตผีปีศาจร้าย  เป็นถิ่นที่อยู่ของฝูงเสือ ช้าง หมี กระทิง ควายป่า ข่ากินคน และผีกองกอยสะมอยดง

 

บ่อน้ำเที่ยง 

 

        เป็นบ่อน้ำธรรมชาติที่เกิดอยู่บนภูมะโรงมีขนาดกว้างประมาณหนึ่งเมตร  ในอดีตมาน้ำจะไหลลงบ่อตลอดวันตลอดคืนแต่จะไม่ล้น  แม้จะมีคนตักไปจำนวนกี่โอ่งกี่ไหก็ไม่มีวันหมดหรือลดลงไป  น้ำจะเสมอกับขอบบ่ออยู่อย่างนั้นจึงเรียกว่า บ่อน้ำเที่ยง

 

พระอาจารย์ไตผู้อยู่พ้นมิติเหนือวิสัย

 

        ณ ถิ่นนี้คนแต่โบราณรู้กันว่าเป็นที่อยู่ของ อาจารย์ไต พระอาจารย์ใหญ่ผู้สำเร็จในอิทธิบาทภาวนาจนอยู่พ้นมิติเหนือโลกเหนือวิสัยแห่งปุถุชนสามัญ  สามารถอธิษฐานธรรมจิตให้อายุขัยยืนยาวอยู่ได้เป็นกัปกัลป์ 

        พระอาจารย์ไตท่านนี้ไม่มีผู้ใดทราบอายุขัยของท่านเลย..  และยังเชื่อกันว่าแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ในภูมะโรงนี้  ตามปฏิปทาการประพฤติปฏิบัติที่เล่าขานมานั้นคล้ายกับพระปัจเจกพุทธเจ้า  คือมุ่งรู้แต่ลำพังสังขารธรรมแห่งตนเองเท่านั้นโดยไม่สนใจที่จะสอนผู้อื่น  วันหนึ่งๆบิณฑบาตได้พอฉันก็กลับไปยังที่อยู่  บางครั้ง ๗ วัน ๑๕ วัน ค่อยฉันอาหารครั้งหนึ่ง  บางพรรษาไม่ฉันเลยตลอด ๓ เดือน

        ถ้ำที่ท่านอยู่นั้น เป็นที่ๆอยู่ห่างพ้นโลกีย์เหนือวิสัยซึ่งบุคคลธรรมดาหรือพระภิกษุที่ยังด้อยคุณธรรมไม่มีทางจะเข้าไปถึงได้เลย  เพราะมีเหวลึกสุดหยั่งขวางกั้นเอาไว้  เหวนี้หากมองลึกลงไปจะไม่เห็นพื้นดินหรือยอดไม้  เห็นแต่ม่านหมอกมัวขาวคลุ้งอยู่อย่างนั้นชั่วนาตาปี  ..เมื่อโยนก้อนหินลงไปจะไม่ได้ยินเสียงหล่นกระทบกับอะไรเลย..  ทางข้ามเหวไปยังถ้ำพาดเอาไว้ด้วยไม้ไผ่ลื่นๆเพียงลำเดียว  หากเดินข้ามต้องแช่มช้าระมัดระวังอย่างยิ่งยวดถ้าเลี้ยงตัวไม่ดีก็มีอันหลุดร่วงตกลงไปสังเวยก้นเหวลึกที่ไม่เห็นหน

        พระอาจารย์ไตท่านสอนธรรมะสั้นๆว่า

        ถ้าใครเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ได้ด้วยศรัทธาความจริงใจเลื่อมใสสูงสุดแล้วไม่ต้องกลัวอะไร  แม้แต่คำว่าตายก็ไม่กลัว  คนเราไม่ต้องไปยึดถืออะไรมาก  ยึดถือหลักไตรสรณคมน์ให้จริงใจก็เข้าถึง มรรค ผล นิพพาน ได้ไม่ยาก

        ที่ภูควายนี้  นอกจาก พระอาจารย์ไต แล้ว  ผู้คนฝั่งลาวยังได้เล่าลือเกี่ยวกับ หลวงปู่พูสี พระบังบดอายุ ๔๐๐ กว่าปี และพระปฏิบัติดีอีกมากที่อยู่ที่นี่

 

พระอาจารย์บุญมาก พระวิปัสสนาจารย์ผู้เรืองฤทธิ์ 

 

        พระอาจารย์บุญมาก เป็นศิษย์ หลวงปู่เสาร์  กันตสีโล อยู่วัดภูมะโรง  ท่านเป็นพระภิกษุที่มีอำนาจจิตแก่กล้าสูงส่งมาก  สามารถส่งอำนาจจิตเรียกให้เสือโคร่งดุร้ายกินคนมาสยบอยู่ในวัดภูมะโรงเหมือนสัตว์เลี้ยงเชื่องๆตัวหนึ่ง  เสือโคร่งใหญ่ตัวนี้มีลำตัวยาว ๘ ศอกกินคนมาแล้ว ๙ ศพจนคนลือว่าผีตายโหงสิงเพิ่มอาถรรพ์ชั่วร้ายกลายเป็นเสือสมิงไปแล้ว  พระอาจารย์บุญมากได้ล่วงรู้เห็นในญาณทัศนะว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้มันก็จะกินคนอีกมากรังแต่จะเพิ่มบาปกรรม  จนกระทั่งในคืนหนึ่งตรงกับวันเพ็ญ  ท่านได้ทำจิตรวบรวมสมาธิจนบังเกิดฌานแก่กล้าแล้วใช้พลังอำนาจเรียกมันให้มาหาแล้วบอกกับมันทางจิตว่า

        ..ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้เจ้าอยู่แต่ในวัดนี้  อย่าได้หนีไปเที่ยวหากินที่อื่นอีก  อย่าได้ทำบาปกรรมอีก  อย่าเอาสัตว์มีชีวิตมากินเป็นอาหาร  ให้กินแต่สัตว์ที่ตายแล้ว

        มันฟังเข้าใจและเชื่อฟังท่านเป็นอย่างดี  ตั้งแต่คืนนั้นมันก็อยู่แต่ที่วัดภูมะโรงไม่ไปไหน ท่านบอกให้มันนอนตรงไหนมันก็นอนที่นั่น  ท่านแค่เสกข้าวก้นบาตรให้มันกินไม่ต้องผูกเชือกหรือล่ามโซ่ใดๆ  ในยามที่ชาวบ้านญาติโยมเขามาทำบุญหรือปฏิบัติธรรมท่านก็จะไล่ให้ไปหลบในที่ลับตาเสียคนเขาจะได้ไม่พากันแตกตื่นโกลาหล

 

ภูควาย 

 

ตำนาน พูดซี้น

 

          เป็นเรื่องเล่าขานของคนฝั่งโขงแถบปากทางบ้านสองคอน อ.โพธิ์ชัย จ.อุบลราชธานี ว่าในอดีตนั้นตรงใต้ภูเขาฝั่งไทยมีถ้ำกว้างใต้น้ำโขงลึกลงไปและปากถ้ำอีกด้านหนึ่งทะลุถึงภูควายฝั่งลาว  มีแต่ผู้มีบุญซึ่งจิตปราศจากความละโมภเท่านั้นที่จะได้พบปากถ้ำและลงไปได้  ตำนานเล่าเรื่องกรรมของฝูงควายไว้คล้ายกันกับเรื่องทรพีที่ฆ่าพ่อและภายหลังถูกผู้มีฤทธิ์ฆ่าตายแล้วทิ้งซากไว้บนหลังเขายังสดอยู่  เหล่าลูกน้องของผู้มีฤทธิ์นั้นจึงช่วยกันแล่ชำแหละเนื้อเป็นชิ้นแล้วแบ่งเป็นส่วนหรือ พูด(คำว่า พูด แปลว่า ส่วน ซึ่งมักจะใช้ในการแบ่ง "ซี้น" แปลว่า "เนื้อ")  อันเป็นที่มาของคำว่า พูดซี้น ด่านพูดซี้น และ ภูเขาควาย

         

ถ้ำศรีธน ถ้ำเจีย  

 

หลวงปู่ด่อน  อินทสาโร แห่งวัดโพธิ์ศรีสร้อย(วัดถ้ำเจีย) อ.ปากคาด จ.หนองคาย เป็นศิษย์ หลวงปู่สีทัตถ์  สุวัณณมาโจ ซึ่งได้ร่วมสร้างพระพุทธบาทบัวบก  เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ร่วมออกธุดงค์ไปฝั่งลาวกับพระอาจารย์แล้วจำพรรษาอยู่ที่นั่น

วันหนึ่ง ขณะทำกิจวัตรปัดกวาดลานวัดอยู่นั้นพระอาจารย์ได้เข้ามาบอกว่า

วันพรุ่งนี้  ผมจะพาคุณไปบิณฑบาตที่ฝั่งไทย

ครั้นรุ่งเช้าขึ้นมาหลวงปู่พร้อมด้วยพระเณรอีก ๒ รูป ก็ติดตามหลวงปู่สีทัตถ์จนมาถึงริมน้ำโขงแต่ไม่เห็นมีเรือที่จะข้ามฝั่งไปสักลำหลวงปู่ด่อนจึงถามว่า

หลวงปู่ครับ  ไม่มีเรือสักลำแล้วจะข้ามไปฝั่งไทยได้อย่างไร

หลวงปู่สีทัตถ์หันมามองยิ้มๆแล้วบอกว่า

อูยู่เฉยๆ  หลับตาลงแล้วทำจิตให้สงบ

เห็นหลวงปู่สีทัตถ์หันไปทางลำน้ำแล้วหลับตาลงทุกรูปก็ทำตามอย่างที่หลวงปู่สีทัตถ์บอกสักครู่ใหญ่จนกระทั่งหลวงปู่สีทัตถ์พูดขึ้นว่า

เอ้า  ลืมตาได้แล้วเดินตามมา

พอก้าวตามลงไปในน้ำปรากฏว่า พื้นผิวน้ำแข็งราวกับพื้นดิน จนกระทั่งข้ามถึงฝั่งไทย  ครั้นบิณฑบาตได้อาหารจากฝั่งไทยแล้วก็กลับมาอย่างเดินจนถึงที่พัก 

หลังจากนั้นกลับมาอยู่ฝั่งไทยและได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดถ้ำศรีธน) บ้านปากคาด  วัดนี้มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งเป็นที่สงบร่มเย็นจึงได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่นโดย ๗ วันจะออกไปบิณฑบาตสักครั้งหนึ่ง  ปฏิบัติอยู่เช่นนี้จนสุขภาพเริ่มทรุดโทรมก็จึงเปลี่ยนออกเดินธุดงค์จนมาพบ ถ้ำเจีย ในอำเภอเดียวกันนี้ ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะเป็นวัดโพธิ์ศรีสร้อย(วัดถ้ำเจีย)

ในสมัยก่อนนั้นหลวงปู่พาพระเณรกลับไปเยี่ยมบ้านของท่าน  ระยะทางจากถ้ำเจีย อ.ปากคาด จ.หนองคาย ไปที่ จ.อุบล ไม่มีรถราบริการต้องไปทางแพไม้ไผ่ล่องไปตามลำโขงหลายสิบวันพอค่ำมืดก็นอนพักกันบนแพนั้น

พอมาถึงช่วงหนึ่งที่กลางลำน้ำโขงเป็นวังเวินมีแก่งหินละน้ำไหลเชี่ยว  ชาวบ้านแถบนั้นรู้ดีว่าถ้าเอาแพล่องผ่านไปก็จะต้องเกิดอันตรายต่างก็ร้องห้ามปรามไม่ให้ไปแต่หลวงปู่กลับเฉย  ผู้ที่มาด้วยกันเห็นว่าแพเคลื่อนเข้าหาแก่งหินใกล้เข้าไปทุกทีเห็นทีว่าจะไม่พ้นอุบัติเหตุแน่ก็อดรนทนไม่ไหวร้องถามหลวงปู่ว่า

จะทำยังไงดีครับหลวงปู่

หลวงปู่ด่อนยังคงดูปกติและบอกกับทุกคนว่า

อย่าพากันปาก(พูด)เด้อ

แล้วท่านก็เพ่งลงไปในน้ำแล้วหลับตาทำจิต  สักครู่ใหญ่น้ำกลางลำน้ำก็หมุนวนเป็นเกลียว(ภาษาพื้นบ้านเรียกว่าน้ำผันคอไก่)  ..จู่ๆก็มีพญานาคตัวขนาดเท่าลำตาลหรือต้นมะพร้าวโผล่ขึ้นมา..  ..พญานาคใช้ส่วนหางตวัดเกี่ยวแพเอาไว้ส่วนที่เหลือก็พาดขวางลำน้ำจนระดับน้ำเหมือนถูกหนุนเอ่อนูนขึ้นสูงเหนือระดับแก่งหิน  ทางปลายหางก็ค่อยๆประคองลากแพให้ล่วงผ่านพ้นแก่งหินและน้ำวนไปอย่างปลอดภัย  จากนั้นจึงชูคอสูงมองมายังแพของหลวงปู่แล้วจึงดำหายลงไปในลำน้ำ

 

ภูวัว 

 

          ภูวัว อยู่ใกล้กับภูควาย  เป็นภูเขาที่พระธุดงค์ในอดีตจาริกผ่านและไปพักอยู่ปฏิบัติธรรมเสมอๆ  หลังเขาเป็นพื้นที่ราบมีบริเวณกว้างมีแอ่งน้ำบนหลังเขา  ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม  ในฤดูแล้วชาวบ้านแถบนั้นมักต้อนวัวขึ้นไปเลี้ยงและปล่อยไว้บนหลังเขาลูกนี้  พอถึงฤดูฝนจึงขึ้นไปต้อนกลับลงมา

 

หลวงปู่จวนเคยพักจำพรรษา  

           

        พระอาจารย์ จวน  กุลเชฏโฐ แห่งภูทอก พระวิปัสสนาจารย์องค์สำคัญสาย หลวงปู่มั่น ซึ่งในอดีตมีคำเล่าลือว่าท่านมีจริตที่ค่อนข้างชอบโลดโผนนั้นเป็นที่ทราบกันอยู่ว่าท่านธุดงค์ไปทั่ว  ครั้งหนึ่งท่านได้ไปร่วมงานศพ หลวงปู่อ่อนสี วัดจอมไตร ฝั่งลาว  จากนั้นได้เดินธุดงค์สู่ภูควาย อยู่ในประเทศลาว ๒๐ วัน จึงมาถึงอำเภอบึงกาฬ ข้ามโขงเข้าไทยรวมเป็นระยะทางกว่า ๓๐๐ กม. แล้วไปจำพรรษาอยู่กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่ ดงหม้อทอง จากนั้นก็มาจำพรรษาอยู่ที่ ถ้ำภูวัว ก่อนจะเดินทางมา ถ้ำจันทร์  ภูวัวมีธรรมชาติสวยงามน่าชมจนหลวงปู่เห็นว่าน่าจะตั้งให้เป็น มหาวิทยาลัยทัศนศึกษาธรรมชาติ

 

เมืองเก่าโบราณกับเสียง ภพภูมิ

 

        ตอนออกจาดงหม้อทองนั้นมุ่งหน้าสู่กลาง ดงสีชมพู เขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย  ได้พบสถานที่ๆคล้ายซากเมืองเก่าแห่งหนึ่ง  มีลานหินยาวคล้ายกับถนนคอนกรีตเป็นระยะเกือบ ๒๐ กิโลเมตร  บางแห่งก็เป็นทรงกลมคล้ายกับสนามม้าในกรุงเทพฯ  บางแห่งเป็นคล้ายๆกับปราสาทราชวังสูงหลายชั้นหักพังลงกองทับถมกันอยู่  คนแถบนี้เรียกว่า ถ้ำจันทน์ เพราะบริเวณแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นจันทน์นานาพันธุ์

        ระยะมาอยู่ตอนแรกๆในขณะที่อาจารย์เดินจงกรมในเวลาพลบค่ำหรือย่ำรุ่ง  จะได้ยินเสียงของคนเดินคุยกันเป็นหมู่  เสียงเด็กก็มีเสียงผู้ใหญ่ก็มี  เสียงผู้หญิงก็มีมากมายเหลือเกิน  คล้ายๆกับไม่ใช่อยู่กลางป่าดง  แต่พอดึกหน่อยหรือสายขึ้นเสียงนั้นก็หายไป  บางทีก็ได้ยินเสียงคล้ายๆกับม้าวิ่งมาเป็นฝูง  มีคนพูดจากันจ้าละหวั่นไปหมดแล้วก็ผ่านที่หลวงปู่นั่งอยู่ไป

       

ธาตุศักดิ์สิทธิ์ 

 

        ที่ ถ้ำบูชา ที่ภูวัวนี้  มีวัตถุชนิดหนึ่งลักษณะเป็นก้อนๆสีค่อนข้างดำเลื่อนตกลงมาจากหน้าผาเสมอ  ขณะที่หลวงปู่เข้าสมาธิ  มีเทวดามาบอกว่า  ให้เอาก้อนวัตถุซึ่งตกลงมาจากผานี้แจกจ่ายแก่ประชาชนแล้วจะแคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ  พวก ทหารสหรัฐ ที่มาตั้งค่ายอยู่ที่ จ.อุดรธานี ได้เข้ามาเก็บกู้ลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดนั้นออกไปทำลาย  ต่างก็สั่นหัวไปตามๆกันเมื่อเห็นความอัศจรรย์ดังกล่าว

 

พระวิปัสสนาจารย์ผู้เคยมีวิถีชีวิตสองฝั่งโขง 

 

        พระอาจารย์ แสวง  อมโร วัดเกาะกระทิง จ.ฉะเชิงเทราเป็นพระภิกษุ ท่านหนึ่งที่เคยมีวิถีชีวิตอยู่สองริมฝั่งโขงอย่างแท้จริงคือ โยมบิดาเป็นคน เวียงจันทน์ ฝั่งลาวและโยมมารดาเป็นคน ยโสธร  ท่านไปบวชกับ หลวงปู่อ่อนสี ที่วัดจอมไตร และได้ติดตาม พระอาจรย์จวน จาริกธุดงค์ไปภูควายผ่านความกันดารมากมายจนกลับมาภูวัวและ ดงหม้อทอง

 

ภูหม้อทอง และดงหม้อทอง

 

        ดงหม้อทอง เป็นป่าแถบจังหวัดสกลนคร นครพนม และหนองคาย  ลักษณะเป็น ป่าดิบแล้ง ซึ่งหากจะมีส่วนของ ป่าเบญจพรรณ อยู่ก็ไม่มากนัก  พระอาจารย์ แสวง เล่าว่าตอนเดินทางออกจาก ถ้ำจันทร์ เขตบึงกาฬแล้วลัดตัดเข้า ดงสีชมพู ซึ่งเป็นดงกว้างต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงกันเป็นนิ้วมือ เสือช้างงูชุกชุม  เมื่อมาถึง ปากคาด จึงไปปักกลดอยู่ที่ ภูหม้อทอง  อาจเป็นที่ซึ่ง หลวงปู่ลือ เล่าว่า ..ในอดีตนั้น...ฤาษีที่ภูกล้วยเอาหม้อทองหุงข้าว..  ความเดิมจะมีส่วนสัมพันธ์กันหรือไม่นั้นผู้เขียนไม่ทราบ  เพียงแต่ทราบว่า ดงหม้อทอง แห่งนี้เป็นที่ขึ้นชื่อในอดีตว่ามีผู้แสวงวิเวกเร้นกายปฏิบัติอยู่มากและในยุคต่อมา ครูบาอาจารย์มักจะเคยธุดงค์ผ่านมาทางนี้

        ในปัจจุบันป่าแถบนี้ส่วนที่อยู่ในเขต จังหวัดสกลนคร ก็ยังคงเป็นที่เหมาะสมในการ)ปฏิบัติธรรม  มีวัดป่าและชุมชนเกิดขึ้นใหม่อีกมาก  มีอุบาสิกา ลูกศิษย์หลวงปู่จวน ชื่อ คุณแม่ชีโสดา  โสสุด เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในถิ่นนี้

 

ภูลังกา 

 

        ภูลังกา มีลักษณะเป็นเทือกเขาที่เรียงซ้อนทอดยาวตามแนวแม่น้ำโขงจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ คือ ภูลังกาเหนือ ภูลังกากลาง และภูลังกาใต้  จะมีทิวเขาอันประกอบด้วยภูเขาใหญ่น้อยหลายลูกสลับซับซ้อนลดหลั่นกันไป  เป็นต้นกำเนิดของห้วยต่างๆ หลายสาย เช่น ห้วยทรายเหนือ ห้วยซ่าน ห้วยยางนกเหาะ ห้วยลังกา ห้วยขาม และห้วยทรายใต้ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับราษฎรในที่ราบที่อยู่ใกล้เคียงในการทำการเกษตรกรรม และไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม  สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่เป็นภูเขาหินทราย  มีป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งเต็มไปด้วยแหล่งสมุนไพรธรรมชาติอันยากจะเสาะหา เช่น โสมภูลังกา เอ็นอ้า กระทกรก บัวบกหัว กระทือ เป็นต้น  แม้แต่ต้นไม้งิ้วดำที่หากันยากนักก็มีอยู่มากมายและมีขนาดสูงใหญ่เป็นพิเศษ
            
ภูลังกาเป็นภูเขาที่อยู่โดดเดี่ยว มีหน้าผาที่สวยงามสองด้านคือ ด้านภูลังกาใต้และภูลังกาเหนือ ด้านบนภูลังกามีลานหินกว้างอยู่หลายแห่งที่สวยงามแปลกตา   มีหินที่มีลักษณะน่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น กองข้าวสีบุญเนาเป็นหินที่มีลักษณะคล้ายกองข้าว และมีร่องรอยดูคล้ายทางเกวียนอยู่ใกล้เคียงกัน อีกแห่งหนึ่ง คือ โคกตะละปัด ซึ่งมีลานหินกว้างๆ สวยงาม มีรูปรอยการแกะสลักหิน ก้อนหินที่ถูกแกะมีรูปร่างเหมือนตะละปัด 

 

ถ้ำ 

        ถ้ำกี่ เป็นถ้ำที่รู้จักกันดีและก็ร่ำลือว่าเป็นถิ่น บังบด หรือ ลับแล นอกจากนี้ยังมี ถ้ำยา ถ้ำพ่อหง่า ถ้ำตาทัด ถ้ำเกีย ถ้ำยักษ์ ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแกลบ(มีแกลบไหลออกมาขากซอกหิน) ถ้ำตีนนกเค้าแมว ถ้ำเกิบ(รองเท้า) และถ้ำอาจารย์วัง

 

ป่าดงเซกากับตำนานมหัศจรรย์ พระติ้ว

 

        ดงเซกา อยู่ในเขต จ.นครพนม  ในอดีตสมัยพระเจ้าศรีโคตรบูรณ์หลวงซึ่งมีราชธานีอยู่ฝั่งโขงระหว่างเทือกเขาหินบูน(ประเทศลาว)และเทือกเขาภูพานนั้น  พระองค์สั่งให้นายช่างชาวบ้านกองลอ(อยู่ในประเทศลาว)ไปหาไม้มาขุดทำเรือ  ช่างทำเรือจากบ้านกองลอก็ได้ข้ามแม่น้ำโขงมาหาไม้ในดงเซกา(ปัจจุบันคือบ้านนากลาง ต.นาทราย)  ได้ไม้ตะเคียนจึงขุดทำเรือแล้วเตรียมชักลากลงสู่แม่น้ำโขง  การชักลากสมัยนั้นต้องใช้ไม้หมอนกลมตัดเป็นท่อนๆเป็นลูกล้อหมุนท้องเรือแล้วทำการชักลากลงสู่แม่น้ำโขงตรงท่าน้ำบ้านโพธิ์(ปัจจุบันคือบริเวณหน้าวัดโอกาส)  ในขณะที่ทำการชักลากเรือนั้นมีไม้ท่อนหนึ่งกระเด็นออกมาข้างนอกไม่ยอมให้เรือทับ  เมื่อนำกลับเข้าไปรองใหม่ก็กระเด็นออกมาอีกถูกพวกชักลากเรือเจ็บไปตามๆกัน  ช่างทำเรือเห็นว่าไม้ท่อนนั้นเป็นไม้น่าอัศจรรย์จึงกราบทูลเรื่องราวให้พระเจ้าศรีโคตรบูรณ์หลวงทรงทราบ

        พระเจ้าศรีโคตรบูรณ์หลวงทรงพิจารณาเห็นว่า  ไม้ท่อนนี้เป็นพญาไม้  ถึงไม่ยอมให้เรือทับ  พระองค์จึงโปรดให้ช่างนำไปแกะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓๐ เซนติเมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร แล้วลงรักปิดทอง  เมื่อจุลศักราชได้ ๑๔๗ ตัว ปีไก้ ซึ่งตรงกับวันอังคาร เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ ปีกุน พ.ศ.๑๓๒๘  โปรดให้มีพิธีสมโภชเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของนครศรีโคตรบูรณ์

        ต่อมาสมัยพระเจ้าขัตติยะวงศาบุตรมหาฤาชัยไตรทศลือเดชเชษฐบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวงเป็นเจ้าผู้ครองนคร  ได้เกิดเพลิงไหม้หอพระและวิหารที่วัดธาตุบ้านสำราญซึ่งพระติ้วประดิษฐานอยู่  ชาวบ้านไม่สามารถนำพระติ้วออกมาได้จึงกราบทูลให้พระเจ้าขัตติยะวงศาทราบ  พระองค์มีรับสั่งให้หาไม้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประชาชนเคารพนับถือมาแกะเป็นองค์พระแทนองค์เดิม  ชาวบ้านจึงหาไม้ได้ที่ดอนหอเจ้าปู่ตา  ให้ช่างแกะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเท่าองค์เดิมลงรักปิดทองแล้วสมโภชเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแทนพระติ้วที่เข้าใจว่าถูกไฟไหม้ไปแล้ว

          หลังจากนั้น ๒ ๓ ปีต่อมา  มีชาวบ้านสำราญจำนวนหนึ่งไปหาปล

ากลางลำน้ำโขงบริเวณหัวดอน  ขณะนั้นมีลมบ้าหมู(ลมหมุน)เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง  จึงนำเรือไปหลบที่หัวดอนเฝ้าดูเหตุการณ์  เห็นวัตถุหนึ่งลอยหมุนวนในน้ำที่ถูกลมบ้าหมูพัด  พอลมสงบจึงพากันออกเรือไปดู  พบว่าวัตถุนั้นคือพระติ้วองค์ก่อนนั่นเอง  พวกชาวบ้านยินดีเป็นอย่างยิ่ง  จึงอัญเชิญพระติ้วไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าขัตติยะวงศา  พระองค์ทรงปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง  มีพระราชศรัทธาประทานทองคำหนัก ๓๐ บาท  ให้ช่างบุทองทั่วทั้งองค์พระและประทานนามองค์เดิมว่า พระติ้ว  ประทานนามองค์ที่สร้างใหม่ว่า พระเทียม  พระติ้วและพระเทียมจึงเป็นพระคู่เมืองของศรีโคตรบูรณ์ตลอดมา  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดโอกาสศรีบัวบาน อ.เมือง จ.นครพนม

 

ภูกำพร้า 

 

        กัปปนคิริ แปลว่า ดอยเข็ญใจกำพร้า  ชื่อของ ภูกำพร้า ได้นามตามตำนานเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ตามความว่า  ..พระพุทธเจ้าอาศัยซึ่งพระยาติโคตรบูรณ์พระองค์นั้นเมื่อชาติหนหลัง  พระยาได้นำเอา ลูกนก ไข่เต่า และไข่ตะกวดมากินและขายเลี้ยงชีวิต  ครั้นเกิดมาจึงได้เป็นคนเข๊ญใจและปราศจากบิดา มารดา บุตร ภรรยา และเสนาอำมาตย์ที่พึงใจ  พระองค์จักได้เป็นผู้ฐปนาพระอุรังคธาตุไว้ในดอยอันนี้ๆจึงได้ชื่อว่า  ดอยเข็ญใจภูกำพร้าก็เพื่อเหตุอันนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า  อานนท์ ภายหลังจากเราปรินิพพานแล้ว  จะมีสาวกของเราได้นำเอาพระอุรังคธาตุ(ธาตุหัวอก) ๒๔ องค์มาบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์บนภูกำพร้านี้(พระธาตุพนม)  เพื่อเป็นที่สักการบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายภายหน้าจะรุ่งเรืองไปตราบเท่า ๕๐๐๐ พรรษาแล  แล้วพระพุทธเจ้าหวลย้อนกลับมาทางทิศตะวันตกเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ตามประเพณี  และเสด็จข้ามแม่น้ำโขงขึ้นไปทางทิศเหนือไปประทับอยู่ ณ เชิงดอยแห่งหนึ่ง(ดอยผาม่อง)

        ณ ที่นั้นมีพญานาคตนหนึ่งชื่อว่า อ้ายโต่งกว้าง(อ้ายโพงพางกว้าง) อยู่รักษา ณ ปากน้ำคาน แลเห็นพระพุทธเจ้าก็เข้ามาถวายบังคม

        บนดอยนั้นมีแอ่งน้ำหินอยู่แห่งหนึ่ง น้ำสะอาด จืดสนิท  พระอานนท์ได้เอาที่กรองน้ำไปตักน้ำแล้วให้พญานาคถือมาถวายพระพุทธเจ้า  แอ่งน้ำ(มวกน้ำหิน)แห่งนั้นจึงได้นามว่า น้ำเที่ยง ตั้งแต่นั้นมาตั้งอยู่กลาง ดอยผาม่อง

        พระพุทธเจ้าแย้มสรวลอีกพระอานนท์ทูลถามจึงตรัสว่า  อานนท์ ณ ที่ตรงนี้กาลหน้าจักเป็นเมืองๆหนึ่งอีกเหมือนกันและพญานาคอ้ายโต่งกว้างนี้  ในอดีตครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์ลงมาสร้างสมบารมีเกิดเป็นพระยานามว่า พระยาขัทธนาม เสวยเมืองจำปามหานคร  มีมเหสี ๒ องค์ องค์หนึ่งชื่อสีไว เป็นลูกสาวเศรษฐี องค์หนึ่งชื่อสีดา เป็นธิดาพระยากรรมมาทา เป็นมเหสีซ้ายขวา  พระนางสีไวได้ราชโอรสนามว่า ขัทธเนตร ส่วนพระนางสีดาได้ราชโอรสนามว่าขัทธจันทร์  เมื่อสิ้นบุญราชบิดา  ขัทธเนตรและขัทธจันทร์ทั้งสองรบกันแย่งราชสมบัติบนอากาศ  จนเทวดาบันดาลพัดลมมีดโกนมาต้องตัวขาดสองท่อนตกลงมาตาย  ส่วนเลือดก็กลายมาเป็นอ้ายโต่งกว้าง  พญานาครักษาปากน้ำตนนี้แหละ

 

พระพุทธบาทเวินปลา 

 

ความเดิม กาลครั้งหนึ่ง.. 

 

        ...ตถาคตเห็นพญาปลาตัวหนึ่ง  พาบริวารมาถึงฝั่งน้ำที่นี้  และพญาปลาตัวนี้  เมื่อเป็นมนุษย์ได้บวชในสำนักพระพุทธเจ้าองค์ชื่อว่ากัสสป  ได้มาถึงแม่น้ำที่อยู่นั้น  ภิกษุรูปนั้นได้เด็ดใบไม้กรองน้ำฉัน  เมื่อใกล้จุติมีความกินแหนงในการที่ได้กระทำนั้น  จึงได้มาเกิดเป็นพญาปลาอยู่ในแม่น้ำที่นั้น  เมื่อมันได้เห็นรัศมีและได้ยินเสียง ฆ้อง กลอง แส่ง(ฉาบ)  จึงได้ออกมาจากที่อยู่เป็นอาจิณ  ด้วยเหตุว่า  มันเคยได้เห็นรูปารมณ์  และได้ยินสัททารมณ์อันดีมาแต่เมื่อก่อน  จึงได้รู้สัพพสัญญานั้นๆ  และพญาปลาตัวนี้จักมีอายุยืน  ตลอดถึงพระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์  ลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า  จึงจักได้จุติจากชาติอันเป็นปลามาเกิดเป็นมนุษย์  แล้วออกบวชเป็นภิกษุในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น...

        เมื่อพญาปลาตัวนั้น  ได้ยินพระพุทธพยากรณ์อันนี้ก็ชื่นชมยินดียิ่งนัก  จึงมาคำนึงนึกแต่ในใจว่า  อยากจะได้ยังรอยพระบาทของพระศาสดาไว้เป็นที่สักการะ  พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงพระเมตตา  อธิษฐานรอยพระบาทไว้ที่โหง่น(ก้อน)หินในน้ำที่นั้น  คนทั้งหลายจึงเรียกที่นั้นว่าพระบาทเวินปลามาเท่ากาลบัดนี้

(ความเดิมจากตำนานอุรังคธาตุ)

 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ข้ามยุคสมัย 

 

        สามเณรน้อยรูปหนึ่งซึ่งเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทได้ ๖ พรรษาเล่าว่า  ตามที่ได้ฟังตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังมีชีวิตอยู่  ในสมัยก่อนบริเวณแห่งนี้มีฝูงปลาน้อยใหญ่นานาชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  จนทำให้ชาวประมงหัวใสลักลอบเข้ามาระเบิดปลา  แต่ก็ได้มีข้อห้ามเหมือนกันว่า  ไม่อยากให้มีการล่าสัตว์ในเขตนี้และใกล้รัศมีของรอยพระพุทธบาท  แต่ก็ยังมีชาวประมงดื้อรั้นมาระเบิดเอาปลาจนได้  ซึ่งที่พบส่วนมากชาวประมงที่ว่านี้จะพบจุดจบต่างๆนานาโดยไมทราบสาเหตุ  อีกทั้งในบริเวณที่มีรอยพระพุทธบาท  ยังไม่เคยพบว่ามีศพคนตายลอยน้ำมาติดเกาะอยู่เลย  ซึ่งตามหลักความจริงบริเวณแห่งนี้เป็นวังน้ำวนและมีหินเป็นเกาะแก่ง  หากมีศพไหลมาก็น่าจะติดอยู่และไม่ไหลไปไหนนั้นเป็นเรื่องที่แปลกมาก

สามเณรยังได้เล่าต่ออีกว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๑ ชาวบ้านได้ประชุมลงความเห็นว่าให้นำซีเมนต์มาครอบรอยพระพุทธบาทไว้  จุดประสงค์และเจตนาเพื่อต้องการป้องกันไม่ให้น้ำเซาะรอยพระพุทธบาทมากเวลาน้ำขึ้น  หลังจากนำซีเมนต์มาโอบครอบไว้แล้ว  จู่ๆก็เกิดภัยแล้งจัดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเหมือนทุกปีที่ผ่านมาซึ่งตามปกติในช่วง เดือนเมษายน พฤษภาคม ฝนจะตกแต่กลับผิดธรรมชาติคือ  ในช่วงเดือนดังกล่าวฝนไม่ตกเลยแม้แต่นิดเดียว  ชาวบ้านและญาติโยมในแถบนั้นจึงเอะใจว่าทำไมปีนี้ฝนจึงไม่ตก  จึงคิดว่าน่าจะเกิดอาเพศอย่างหนึ่งอย่างใดในหมู่บ้านซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน  ชาวบ้านจึงปรึกษาหารือกันแล้วตัดสินใจว่า  จะนำค้อนมาทุบซีเมนต์ที่โอบล้อมรอยพระพุทธบาท  หลังจากนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลย

ในเทศกาลสงกรานต์ วันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี  ชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานสรงน้ำรอยพระพุทธบาทเวินปลาเป็นประจำ  จะมีปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นคือจะมีปลามากมายหลายชนิดในแม่น้ำโขง  มาชุมนุมกันเล่นน้ำกว่าหมื่นตัว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหล่าฝูงปลาขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท  แต่ถ้าคิดในแง่ทางธรรมชาติปลาอาจจะเวียนว่ายขึ้นมาเล่นน้ำเพราะอากาศร้อนซึ่งผิดสังเกตว่า  แทนที่จะแหวกว่ายไปเล่นน้ำยังที่อื่นๆกลับมาชุมนุมกันที่บริเวณแห่งนี้ด้วยเหตุอันใด

 

กินไข่พิสดาร ตำนานเจ้าพ่อหมื่น

 

          จมื่นรักษาราษฎร์ เป็นผู้ปฏิบัติราชการต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระเจ้าศรีโคตรบูรณ์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  ท่านเป็นผู้มีวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี ใส่หนุ่นหนังบังฟัน งัวธนู ดูหญ้าน้อย บังตัวหายตัว เป็นต้น  เป็นหมอมียารักษาโรค  รักษาโดยไม่คิดค่าบูชา  รักษาให้เหมือนลูกหลานทุกคน  จึงเกิดเมตตามหานิยมให้ประชาชนศรัทธาเคารพนับถือรักใคร่เป็นอย่างยิ่ง

        เมื่ออายุย่างเข้าวัยชรา ๙๐ ปีเศษๆ  ในระหว่างเดือนเก้าเดือนสิบ  วันหนึ่งท่านได้เอ่ยปากกับลูกหลานว่า  อยากกินหมกกุ้งหมกซิว  จึงให้ลูกหลานเอาสวิงไปช้อนกุ้งช้อนปลาในริมโขง  บังเอิญไม่ได้กุ้งได้ซิวพอที่จะนำมาหมกให้ท่านกิน  แต่ลูกหลานไปเจอไข่ลูกหนึ่งโตกว่าไข่เป็ดไข่ห่านอยู่ในกอไค้ริมโขง  เห็นว่าเป็นลูกโตผิดปกติธรรมดาจึงได้โยนไข่นั้นทิ้งลงน้ำแล้วช้อนกุ้งต่อไป  ปรากฏว่าไข่ฟองนั้นได้มาติดสวิงเขาอีก  เอาโยนทิ้งอีกก็มาติดสวิงเหมือนเดิม  ลูกหลานจึงได้นำไข่นั้นมาให้จมื่นดู

        ท่านจมื่นจึงบอกให้เอาไข่ไปต้มแล้วเอามาให้กูกินและได้สั่งกำชับว่า  กูจะกินคนเดียวห้ามคนอื่นกินด้วย  ถ้าจะเป็นพิษเป็นภัยอะไรก็ให้กูเป็นคนเดียว  ลูกสาวก็ทำตามที่สั่ง  พอต้มคิดว่าพอจะสุกแล้วก็เอมาให้กิน  หลังจากกินไข่เข้าไปแล้วก็เกิดอาการร้อนรนกระวนกระวายกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง  เอาน้ำมาให้ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่หายหิวหายร้อนจนทนอยู่ไม่ได้  อยากไปแช่ไปอาบไปกินน้ำในแม่น้ำโขง  จึงได้บอกนางวันผู้เป็นเมียว่า  ให้เอาผ้าไหมสีแดงมาจะโพกหัวเมียก็เอามาให้ตามต้องการ  แล้วก็เอาผ้าแดงโพกหัวและสั่งลูกเมียว่า  ต่อไปนี้พ่อบ่ได้เป็นคนอยู่กับลูกกับเมียแล้ว  จะไปอยู่ดอนโดน(เกาะกลางน้ำ)  ให้เบิ่งกันเด้อให้ฮักให้แพงกัน  อย่าฆ่าอย่าตีอย่าผิดอย่าเถียงกัน  ให้พากันทำแต่ความดีเอาไว้  อย่าไปกินของมะลำมะลอยเด้อ  ก่อนไปพ่อจะไปยามเสี่ยวที่อยู่ปากห้วยนางสอดทางเหนือของเมืองท่าแขกเสียก่อน  จะไปบอกให้มันรู้เรื่อง  ว่าแล้วจมื่นก็เดินลงจากบ้านไปริมโขงตรงท่าน้ำวัดโอกาสศรีบัวบาน  โดยมีลูกเมียญาติพี่น้องประคองร่างไปส่ง  พอถึงริมน้ำท่านก็ก้มลงดูดกินน้ำด้วยความกระหายจนท้องโตพองออกๆแล้วก็กระโจนลงไปในน้ำ  ว่ายกระเสือกกระสนไกลฝั่งออกไปทุกทีจนจมหายไป  ประชาชนแตกตื่นพากันมามุงดูเต็มริมฝั่งโขง  ขณะนั้นพอดีบังเอิญเสี่ยวพายเรือมา  ถึงตรงนั้นกลางแม่น้ำโขง  จมื่นก็โผล่ขึ้นมาข้างๆเรือ  ปรากฏว่ากลายเป็นเงือกงูใหญ่ยาวหัวมีหงอนสีแดงน่ากลัวมาก  บอกผู้เป็นเสี่ยวว่าเฮาจะไปอยู่ดอนโดน  ขอให้เสี่ยวช่วยดูแลลูกเมียเฮาด้วย  ทางเสี่ยวจึงบอกว่าให้ไปดีและอย่าเบียดเบียนมนุษย์ให้เป็นอันตราย  พอบอกกันแล้วก็ดำน้ำหายไป

        ฝ่ายลูกหลานของจมื่นได้ขึ้นม้าเร็วไปกราบทูลพระเจ้าศรีโคตรบูรณ์หลวง  ครั้นทรงทราบแล้วก็ได้รีบให้บ่าวไพร่จัดหา ข้าวสุกหนึ่งปั้น ไข่หนึ่งลูก ผ้าแดงหนึ่งวา  รีบลงเรือมายังที่ตรงนั้นแล้วตรัสว่า

        จมื่นเอ๋ย  เมื่อแกถึงมรณกรรมแล้ววิญญาณได้กลายเป็นเงือกงูใหญ่เช่นนี้  ต่อไปนี้จะยกกรรมสิทธิ์ให้เจ้ารักษาทางน้ำและทางบกนับตั้งแต่ภูเขาผาได ผาด่าง ถึงแก่งหลี่ผี สี่พันดอน  ทิศตะวันออกจดภูเขาไม้ล้มแบ่ง  ทิศตะวันตกจดภูเขาดงพญาไฟ  มอบสิทธิ์ให้แกรักษาเหมือนกับแกยังมีชีวิตอยู่  ให้ไปอยู่หางดอนโดนจะปลูกศาลหอเจ้าให้แกอยู่ 

 

ภูน้ำลอดเชียงชุม   

 

        ในภัทรกัปนี้  ครั้งปฐมกัปเมื่อพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ยังเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์สร้างสมอยู่ได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานต่างชนิด คือ ไก่ งู เต่า วัวป่า และราชสีห์  ได้มารวมกันโดยบังเอิญ ณ ถ้ำน้ำลอดเชียงชุม  ด้วยตั้งใจว่าจะรักษาศีลเพราะมีปกติชอบรักษาศีล  เมื่อมาพบกันก็ถามกันและกันว่าท่านต่างมาที่นี่เพื่อจะทำอะไร  ทุกท่านก็บอกว่าจะมารักษาศีลเพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเหมือนกันหมด  พระพุทธเจ้าทั้งหมดไห้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งปฐมกัปทุกองค์จึงได้มาประทับรอยเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าได้ตรัสรู้แล้วทุกๆพระองค์ ณ ถ้ำน้ำลอดเชียงชุม  เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้ว

        เมื่อกาลเวลาล่วงไป

        ๑.มีพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันโธ  ตรัสรู้แล้วแสดงธรรมโปรดสัตว์ให้บรรลุอมตธรรมเป็นจำนวนมาก  คราวหนึ่งพระองค์เสด็จจาริกมาถึงภูเขาแห่งหนึ่งชื่อว่า น้ำลอดเชียงชุม พระองค์ก็ทรงประทับรอยพระบาทไว้ในถ้ำแล้วตรัสเทศนาโปรดเวไนยสัตว์แล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน

        ๒.ได้มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมน์ ตรัสรู้แล้วได้มาประทับรอยพระพุทธบาทซ้อนเอาไว้ดุจเอาชั้นทองคำมาซ้อนกัน ณ ถ้ำลอดเชียงชุม

        ๓.ยังมีพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ตรัสรู้แล้วประทับเป็นรอยที่ ๓

        ๔.ยังมีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งพระนามว่า โคตมศากยมุนี ตรัสรู้แล้วได้ประทับรอยพระบาทซ้อนเป็นรอยที่ ๔

        อนึ่ง ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์  ตรัสรู้ไปแล้ว ๔ พระองค์  ยังจะมาตรัสอีกองค์คือ พระศรีอริยเมตไตรย

        เมืองสกลนครอันตั้งอยู่ใกล้พระธาตุเชิงชุมนั้นเคยประสพภัยแล้ง  มีอันต้องย้ายไปและย้ายกลับ  จึงทำให้ชวนคิดสันนิษฐานเกี่ยวกับพุทธทำนายการเคลื่อนย้ายเมือง

 

โพรงถ้ำใต้ดิน 

 

          เรื่องของ ภูน้ำลอดฯ ที่ชาวบ้านแต่เก่าก่อนรู้ดีว่าพื้นดินนั้นมีโพรงใต้ดินก็เพราะมีคนเอาคุ(ถังตักน้ำที่สานแบบชะลอมแล้วยาด้วยชัน)ตักน้ำในบ่อที่ วัดพระธาตุเชิงชุม  อยู่มาวันหนึ่งคุจมลงใต้บ่อไม่สามารถเกี่ยวกู้ขึ้นมาได้  พอวันต่อๆมาก็มีคนไปพบคุนั้นอยู่ที่สระพังทองตรงหนองหาน  จึงรู้ว่ามีโพรงใต้ดินยาวมากเชื่อมถึงกัน 

 

ภูพาน หรือ ภูกูเวียน 

 

ภูเขาโบราณ 

 

          ภูพาน เป็นเทือกเขาหินทรายยาวเหยียดที่แผ่สาขาไปในหลายจังหวัดคือ สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร  ตำนานเล่าว่าเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าชื่อว่า กงพาน หรือ พงพาน  เพราะมี ภูกูเวียน อันเกิดจากการกระทำของ สุวรรณนาค เป็นภูเขาล้อมรอบเมืองนี้อยู่และยังกระทำให้เกิดแม่น้ำชื่อ แม่น้ำปู่เวียน ด้วย

         ภูพานมีธารน้ำและลำห้วยซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย  สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือจะมี น้ำซับ หรือ น้ำพุ ที่ให้ความชุ่มชื้นได้แม้ในที่สูงซึ่งพบว่าเป็น น้ำแร่ธรรมชาติ ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย

        แม้ในบริเวณรออบ พระพุทธบาทบัวบก ก็มีลำธารเล็กๆไหลมาจากยอดเขาซึ่งไหลรินหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดปี  พระสงฆ์ที่วัดพระพุทธบาทบัวบกได้ทำรางรองน้ำจากลำธารเข้าไปใช้อย่างสะดวกสบาย

 

หลวงปู่สีทัตถ์  สุวัณณมาโจ  

 

เป็นอมตเถระแห่งอีสาณรูปหนึ่งซึ่งอุปสมบทที่วัดอินทร์แปง เมืองศรีโคตรบอง ประเทศลาว โดยมี สมเด็จลุน(พระอาจารย์เจ้าอินทิยะปัญญา หรือ พระครูโพนสะเม็ก หรือ ยาคูขี้หอม) เป็นพระอุปัชฌาย์  เป็นผู้สร้างถาวรวัตถุสำคัญทางศาสนา คือ พระธาตุท่าอุเทน จังหวัดนครพนม  พระพุทธบาทบัวบก จังหวัดอุดรธานี  พระพุทธบาทโพนสัน ประเทศลาว  ท่านได้ฟื้นฟูและบำรุงรักษาหนังสือเรื่อง อุทยานประวัติศาสตร์พระนางอุษาและท้าวบารส สืบมาจนถึง พระครูพุทธบทบริรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทบัวบก และนักเขียนแนวปฏิบัติธรรมอาวุโส ไทยดำ ได้มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในเวลาต่อมา

 

ฤาษีจันทา 

 

ตำนานเล่าขานว่า  เทวดาได้ไปอาราธนา ฤาษีจันทา จากป่าหิมพานต์ ถ้ำภูจอง ให้มารักษาสมบัติอยู่ที่นี่  เมื่อท่านมาอยู่ก็ได้บอกเล่ากับ หลวงปู่สีทัตถ์ ว่า  ที่ได้มาอยู่ที่นี่ก็เห็นว่าสมบัติต่างๆที่พระอรหันต์ได้สร้างไว้แต่ก่อนนั้นมีจำนวนมาก  เมื่อพระอรหันตเจ้าได้ละสังขารล่วงสู่อมตนิพพานแล้วก็ไม่มีใครรักษาสืบต่อ  จากนั้น ฤาษีจันทาจึงมอบสมบัติส่วนหนึ่งถวายให้ ยาคูโพนสะเม็ก ไปสร้าง  อีกส่วนหนึ่งถวายให้ ยาคูกาลืมไปสร้างที่ถ้ำจำปาบ้านกาลืมและที่พระพุทธบาทบัวบาน  ส่วนที่เหลือนั้นมอบให้หลวงปู่ศรีทัตถ์สร้างพระธาตุหมด  เพราะในขณะนั้นฤาษีจันทาชรามากแล้ว  หากไม่มีผู้ใดรักษาไว้จะอันตรธานหายไปในที่สุด

 

ยาคูกาลืม 

 

ตามบันทึกเท่าที่ค้นพบทราบว่าเดิมนั้นอยู่ที่ ถ้ำพระปู่ ต่อมาย้ายไปอยู่ ถ้ำจำปา และถ้ำพระเขาน้อย ซึ่งอยู่ติดต่อกันกับบริเวณวัดพระพุทธบาทบัวบก  ปัจจุบันบ้านหนองกาลืมขึ้นอยู่กับ ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

 

จัวเวิน(สามเณรเวิน) 

 

        คำว่า จัว  เป็นคำสรรพนามภาษาอีสานที่ตรงกับคำว่า เณร  ส่วนคำว่า ยาคู หรือ อัญญาคู นั้นคนทางภาคอีสานก็ใช้เป็นสรรพนามแทน พระ บวชนานคล้ายๆกับคำว่า ครูบา (ผู้เขียน)

เรื่องของ สามเณรเวิน มีมาคู่กับถ้ำพระเขาน้อย คือ สามเณรเป็นศิษย์ที่ยาคูกาลืมให้เฝ้าดูแลรักษาและทำความสะอาดถ้ำพระเขาน้อยเป็นประจำในระหว่างที่ท่านไปสร้างวิหาร  แต่พอท่านกลับมาก็เห็นว่าถ้ำยิ่งรกกว่าเดิมอีกก็มีความสงสัยจึงเรียกสามเณรมาถามดูว่าทำไมไม่ทำความสะอาด ยิ่งทำก็ยิ่งรก  สามเณรก็ตอบยืนยันแข็งขันว่าทำแล้วก็ยังเป็นอย่างนี้  ยาคูฟังแล้วพิจารณารู้ว่าเรื่องนี้มีนัยชอบกลอะไรแฝงอยู่เลยสั่งให้สามเณรท่องหนังสือสูตรว่า สาธานิยะธัมมะสุตตัง  ซึ่งเริ่มต้นว่า อิทะมะโวจะภะคะวา  อัตตะมะนา  เต ภิกขุโน  เมตตา กายะกัมมะมัง ปัจจุปะติฏฐิตา ฯลฯ ไปจนกระทั่ง อิทะมะโวจะ ภะคะวา  อัตตะมะนา เต ภิกขุ ภะคะวะโต  ภาสิตัง  อภินันทุนติ  สามเณรก็ทำตามที่สั่งทุกวัน

ในขณะที่สามเณรอ่านออกเสียงท่องหนังสือแจ้วๆอยู่นั้น  จู่ๆพลันยาคูกาลืมก็ได้ยินเสียงดังกึกๆ สามสี่ครั้งติดกัน  ฉับพลันทันใดนั้น ..พื้นที่จำวัดภายในถ้ำก็ยุบตัวลงไปอย่างรวดเร็วทันที..  เสียงท่องหนังสือก็หยุดเงียบหาย..  ยาคูกาลืมประหลาดใจแต่ท่านก็ดูเหมือนจะเริ่มพบกับเค้าเงื่อนที่มาของเรื่องแล้ว

เมื่อชาวบ้านญาติโยมนำอาหารมาถวายสังเกตเห็นพื้นหินที่ทรุดพังยุบตัวลงไปนั้นก็ตกใจถามถึงเหตุการณ์  พอได้รับฟังและรู้ว่าสามเณรหายไปพร้อมกันด้วยก็เข้าใจว่าคงถูกหินทับตายอยู่เบื้องล่างเสียแล้วจึงช่วยกันมายกหามรื้อก้อนหินค้นหาแต่ไม่พบร่างของสามเณร  จะมีก็แต่หนังสือที่ตกอยู่เท่านั้น  เมื่อปรึกษายาคูว่าจะเอาอย่างไรดีท่านก็บอกว่า

บ่ต้องตกใจ  อีกบ่นานเณรก็คงกลับมาดอก

เป็นเวลาเจ็ดวัน ที่สามเณรรู้สึกตัวว่าหนีออกมาจากถ้ำพร้อมเพื่อนเณรอีกรูปหนึ่ง  ได้ไปสู่สถานที่หนึ่งและพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างไม่เคยพบมาก่อน เช่น ปราสาททองคำเจ็ดยอดและสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง มีรถม้าที่ทำด้วยทองคำ บ่อเพชรนิล รองเท้าที่ทำด้วยนิลสีดำ พร้อมด้วยสวนดอกไม้อันมีดอกไม้นานาชนิดสีสันต่างๆมากมายเหลือคณานับ  ในสถานที่แห่งนั้นมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก  บางรูปได้เข้ามาถามทักทายสามเณรเวินแล้วชวนให้อยู่ด้วย  นอกนั้นก็เห็นเดินจงกรมบ้างนั่งสมาธิบ้าง   

สามเณรที่ไปด้วยกันได้พาไปดูที่เขาร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยวางไว้อย่างมีระเบียบเรียบร้อยส่งกลิ่นหอมมากแล้วถามว่า

สวยไหม

สวยมากเหลือเกินสามเณรเวินตอบ

พร้อมกันนั้นก็เอามาลัยดอกไม้มาสวมคอคนละพวง  ทันใดนั้น..  ก็รู้สึกเหมือนถูกชักลากขึ้นอย่างแรง  ต่างก็พยายามดิ้นให้หลุดแต่ก็ไม่หลุดจนในที่สุดก็ถูกลากขึ้นเรือ 

มารู้สึกตัวอีกครั้งจึงได้รู้ว่าตัวเองมาถูกอวนของชาวบ้าน ติดข่ายอวนอยู่  เห็นเพื่อนสามเณรที่มาด้วยกันนั้นกลับกลายเป็นปลาบึกตัวใหญ่   

พวกชาวเรือเห็นดังนั้นก็ร้องขึ้นว่า

เณรตกน้ำ...ยังบ่ตาย..  พวกเรารีบช่วยกันเร็ว

  พอขึ้นบนเรือได้ก็ช่วยกันปลดสามเณรกับปลาบึกออกจากอวน  คนรู้ข่าวก็พากันมามุงดูเป็นการใหญ่ชุลมุนวุ่นวาย  สามเณรได้สติก็ร้องขออ้อนวอนว่า

ขอให้ปล่อยปลาบึกไปเสียเถิดแล้วถามว่า ที่นี่คือที่ไหน

ชาวบ้านก็ยินยอมปล่อยแต่โดยดีและบอกว่า

น้ำโขง  ที่นี่คืออ่างปลาบึก บ้านอ่าง จังหวัดหนองคาย

สามเณรขอให้พาไปส่งถ้ำพระเขาน้อยเขาก็พาไป  พอมาถึงบ้านอีเม็ง(ปัจจุบันคือบ้านผักบุ้ง) ชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแตกตื่นมาซักถามเพราะเข้าใจว่าตายเสียแล้ว  บ้างก็ร้องไห้ด้วยความดีใจที่รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ  จากนั้นก็พาไปส่งยาคูกาลืมที่ถ้ำพระเขาน้อย

สามเณรได้เล่าเรื่องราวทั้งหลายอันประหลาดมหัศจรรย์ให้ชาวบ้านฟังซึ่งในที่สุดก็เป็นไปอย่างที่ยาคูกาลืมว่าไว้ไม่มีผิด  ท่านจึงได้ถือโอกาสนี้แสดงธรรมพร้อมเทศนาแก่บรรดาชาวบ้านญาติโยมโดยบอกว่า

เอาละ  บัดนี้พวกเราทั้งหลายก็สบายใจกันแล้ว  จัวเวินได้กลับมาแล้วก็ยังไม่เสียชีวิตอย่างที่ฉันได้บอกเอาไว้  ฉันเองก็อดแปลกใจว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ไปได้  คนที่เป็นเณรด้วยกันก็กลับกลายเป็นปลาไป

เณรที่ไปด้วยกันชื่อว่า เณรทองคำ สามเณรเวินว่า อยู่ใต้พื้น  เขาบอกว่าได้ยินเสียงผมอ่านหนังสือมาหลายวันแล้วเขาเลยขึ้นมาดูเพื่อจะพาไปเที่ยวยังที่อยู่ของเขาและก็เป็นดังนั้นจริงๆ

จากนั้นยาคูกาลืมก็เทศน์เกี่ยวกับ ความตาย เรื่องสตรีมีบุตรสามคนให้ญาติโยมฟัง

 

ภูกระดึง 

 

เสียงกระดิ่ง 

 

          คนแต่เก่าก่อนที่ หมู่บ้านศรีฐาน เล่าว่า  ในยามวันโกณวันพระจะได้ยินเสียงกระดิ่งดังมาจากภูเขาสูงใหญ่แห่งนี้  เสียงดังก้องกังวานจนได้ยินกันทั่ว  ผู้คนพากันสงสัยนักว่าเสียงอะไรกันหนอเพราะบางครั้งก็มีเสียงฆ้องกลองมโหระทึกขับประโคมอย่างครึกครื้นเหมืนมีงานบุญ  บางคนรู้มาก็ยืนยันว่ามีคนอาศัยอยู่บนภูเขานั่นจริงๆและลงมาแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้กับชาวบ้านอยู่เสมอ  คนที่อยากรู้ก็แอบตามหลังไปแต่พอพวกนั้นรู้ตัวก็เดินเร็วมาก  พอเห็นหลังไวๆก็วับๆหายไปเสียแล้ว

 

บังบด เรื่องเล่าขานบ้านศรีฐาน

 

          จากบันทึกของ คุณครูชื่นอารมณ์  จันทร์พินิจรัตน์ ครูใหญ่โรงเรียนภูกระดึง และนายสุทธิ  จำปามา เล่าว่า  ...ในที่สุดก็มีชาวบ้านขึ้นไปพบแหล่งเกิดของเสียงจนได้และมีการบอกเล่ากันต่อๆไปว่ามีกระดิ่งใหญ่อยู่บนเขา  มีคนพวกหนึ่งอาศัยอยู่  ยิ่งทำให้นักเดินป่าและพรานสมัครเล่นทั้งหลายกระหายที่จะพิสูจน์ความจริง  ฉะนั้น เมื่อถึงวันธรรมสวนะจึงมีผู้แอบขึ้นไปบนภูเขาคอยแอบดูพวกบังบดมาชุมนุมกันเพื่อทำบุญกุศลแล้วนำมาเล่าสืบต่อไปว่า  มีระฆังใหญ่แขวนอยู่ประตูโขง ถ้ำจอมพลเก่า(นักทัศนาจรสมัยนี้คงไปเที่ยวถ้ำจอมพลกันบ้างแล้ว) ระฆังใบนี้มีขนาดใหญ่มาก  เสียงดังกังวานไพเราะยิ่งนัก  พวกบังบดอยู่ที่บริเวณใดๆบนภูเขาก็สามารถได้ยินและมาร่วมชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงทุกครั้ง  ฉะนั้น ไม่นานก็มีคนมือบอนไปลองตีระฆังบ้างแล้วแอบดู  พวกบังบดได้ยินเสียงระฆังก็พากันรีบเดินทางมาอย่างเร่งร้อนแต่เมื่อสอบถามกันแล้วปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้ตีระฆัง  ทั้งนี้เพราะเขามีเวรตีระฆัง  พวกบังบดจึงรู้ว่าคงมีมนุษย์พื้นล่างขึ้นมาตีระฆังเล่นเสียแล้วจึงพากันกลับที่พัก

        ส่วนคนบนพื้นล่าง  ความกระหายใคร่รู้ทำให้สองสามีภรรยาผู้หนึ่ง คือ พ่อโซ้น ทิดบุญ กับภรรยา (พ่อโซ้น คือ พ่อใหญ่ ตา ทิด เรียกผู้ผ่านการบวชเรียนคงกร่อนและเพี้ยนจากบัณฑิตคือผู้รู้นั่นเอง) ดั้นด้นไปจนพบที่อยู่อาศัยของพวกบังบด  แต่เนื่องจากว่าเขาเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนบนพื้นล่างเสมอในการแลกเปลี่ยนสิ่งของจึงไม่ทำอันตราย  แต่ก็กักบริเวณและยึดตัวไว้มิให้กลับลงมา  แต่นานวันเข้าสองสามีภรรยาก็ไม่สามารถปรับตัวอยู่ตามสภาพของพวกบังบดได้  จึงส่งกลับลงมาแล้วเก็บระฆังนั้นเสีย  แต่นั้นมาเสียงระฆังก็เงียบหายไปจากภูเขาลูกนี้...

 

ภูบักบิด 

 

        ภูบักบิด หรือ ภูบ่บิด นั้น มีตำนานเล่าขานว่ามีสมบัติ แก้ว แหวน เงิน ทอง และพระพุทธรูป อยู่มาก  คนโบราณได้นำไปฝังไว้ ณ ที่แห่งนี้ โดยมี ภูมิเทวดา บังบด และภูตผีวิญญาณ รักษาอยู่   คนสมัยก่อนแถบนั้นโดยทั่วไปซึ่งปกติเป็นคนมีศีลธรรมจะรู้ดีว่าสามารถไปยืมของมาใช้แล้วนำไปส่งคืนได้เหมือนเป็นสมบัติของกลาง เช่น เวลาจะมีงานบุญ  ชาวบ้านหนุ่มๆสาวๆหรือสาวแก่แม่หม้ายก็จะพากันไปยืมของ  พอออกปากขอยืมแล้วก็จะเห็นเป็น แก้ว แหวน เงิน ทอง สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ฯลฯ  ชาวบ้านสามารถนำมาสวมใส่ไปในงานบุญ ครั้นเสร็จงานแล้วก็นำไปส่งไว้ที่เดิม  ทั้งนี้ ต้องมีความสงบเสงี่ยมสำรวมและเคารพยำเกรงต่อผู้รักษาสถานที่แห่งนี้  ในเวลาต่อมากลุ่มคนหนุ่มสาวที่เข้าไปยืมของไม่สำรวม  ไปหยอกเอินหยิกสะโพกกันเป็นที่สนุก  ภูเขาจึงถล่มลงมาปิดปากถ้ำทับคนตาย  รอดมาได้แต่สามเณรน้อยรูปหนึ่งซึ่งบอกว่ามุดมาตามรู(ป่อง)  ท่านบอกว่ามีรูใหญ่อยู่รูหนึ่งจึงลอดออกมา  เอามะนาวในย่ามทิ้งลงน้ำ มะนาวไปทางไหนก็ตามไปทางนั้น  ใช้ไม้คานสะบู(ไม้กลมๆ)เป็นทุ่นตามลูกมะนาวออกจากถ้ำมาโผล่ที่กุดป่อง

        หลวงปู่หลุย จันทสาโร ศิษย์ หลวงปู่มั่น เคยบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำบนภูบักบิดแห่งนี้  ท่านต้องผจญกับ เปรต และ พญานาค ซึ่งท่านสามารถเอาชนะได้ด้วยตบะธรรมในที่สุด  หลวงปู่ได้บันทึกเกี่ยวกับ ความสัปปายะ หรือ เหมาะสม กับการปฏิบัติธรรมของถ้ำนี้เอาไว้ว่า

        ถ้ำภูบักบิดเป็นสถานที่ทำความเพียรไม่เบื่อ  จิตไม่คุ้นเคยในสถาน เกรงกลัวในสถานเสมอ นำมาซึ่งความเจริญ  นิมิตไม่ร้าย เมตตาจิตเสมอภาค  ไม่มีอคติ แผ่เมตตาจิตเยือกเย็นดี  ถ้ำนี้ปรุโปร่งทั่ว  ธันวาคม พศ.๙๙ เดือนอ้าย พ.ศ.๙๙  ถ้ำนี้ได้พิจารณาตาย ตายที่สงัดดี  เป็นหนทางพระอริยะเจ้าตายคนเดียว  ตายด้วยกิเลสคือตายด้วยหมู่ไม่ดี

        ถ้ำนี้พิจารณาธรรมะแจ่มใส  พิจารณาแห่งเดียวรู้ทั่ว  ภาวนาได้ทะลุทั้งตัว  ภาวนาลมหายใจทุกเส้นขน  เทพ มนุษย์ นาค ในที่นี้ชอบใจเอามาก  แผ่เมตตาจิตนั้นชอบนัก  มีเมตตาเสมอภาคต่อบุคคลทั้งปวง  จิตสูงมีอำนาจมาก  ความรู้เลื่อนฐานะเดิมสู่ที่สูงมาก  ประหวัดถึงกึ่งพุทธกาลเสมอ  มีปาฏิหาริย์ดีกว่าถ้ำอื่นๆ...  จิตอุ้มหนุน  เอื้อเรื่อยๆ  อยู่ถ้ำนี้ไปนานๆจะมีความรู้ใหญ่โต  จิตประหวัดคิดถึงกามไม่มี  เหมือนที่ถ้ำผาปู่  นิมิตความฝันเป็นมงคล

 

ภูถ้ำพระและพระบาง 

 

        พระบาง คือ พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ ภูถ้ำพระ ใกล้ บ้านท่าสวนยา ที่ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมา  เนื่องจากเป็นองค์พระศักดิ์สิทธิ์และหล่อด้วยทองคำแท้จึงมีคนอยากได้  ต่อมาจึงถูกชาวบ้านชื่อ ตาอุ้ย และ ตาผุย ขโมยไปแลกกับช้างของชาวลาว (ช้างตัวนี้มีชื่อว่า บาง โดยนำเอาชื่อของพระบางมาเรียก) แต่พระบางกลับแสดงปาฏิหาริย์ลอยกลับมาอยู่ที่ถ้ำพระเหมือนเดิม  ส่วนชาวลาวที่สูญเสียทั้งช้างและพระบางก็มาตามเอาช้างคืนจากตาอุ้ยและตาผุยแต่ทั้งสองคนไม่ยอมคืนช้างให้และบอกชาวลาวว่าจะขโมยพระบางไปให้อีก  คราวนี้ได้หาวิธีมิให้พระบางลอยกลับมาอยู่ที่เดิมได้คือเจาะน่องพระบางแล้วเอาโซ่ล่ามไว้พระบางจึงกลับมาอยู่ถ้ำพระไม่ได้  เมื่อตอนเอาพระบางไปไว้ที่ลาวนั้นมีเรื่องเล่าว่าได้เกิดปาฏิหาริย์คือ พอวันรุ่งขึ้นชาวบ้านชาวลาวเห็นพระบางหันหน้ามาทางภูถ้ำพระและที่ตาของพระบางมีน้ำไหลออกมาซึ่งแสดงว่าพระบางอยากมาอยู่ถ้ำพระเหมือนเดิม  แต่มาไม่ได้เพราะถูกล่ามโซ่ไว้

        ส่วนทางบ้านท่าสวนยา  เมื่อพระบางถูกขโมยไปก็เกิดอาเพศคือฝนแล้งและเกิดโรคห่าซึ่งทำให้ผู้คนและสัตว์ล้มตายเป็นอันมาก  สำหรับชาวบ้านที่ขโมยพระพุทธรูปก็ถูกกรรมตามทันคือตายโหงทั้งโคตร

 

ภูปัง 

 

          ชาวบ้านร่ำลือกันว่า ที่ ถ้ำมืด ใกล้ ภูปัง นี้เป็นเมือง บังบด(ลับแล)  ส่วนลึกลงไปคือบาดาลนาคพิภพใต้แม่น้ำโขงซึ่งมีเมืองใหญ่โตมาก  มีอุโมงค์ใหญ่และทางแยกซับซ้อนเหมือนกับรวงผึ้งซึ่งสามารถทะลุไปฝั่งลาวได้  อุโมงค์บางสายทะลุไปเวียดนาม  บางสายไปยังหลี่ผีสีทันดร

 

ตำนานต้นไม้มหัศจรรย์ลุ่มน้ำโขง

                              

        นอกจากภูเขาและสายน้ำแล้ว ต้นไม้ก็เป็นสัญลักษณ์ส่วนสำคัญของชั้นภูมิเหมือนกัน(ตามความเชื่อพื้นเมือง ตำนาน และ คัมภีร์ทางศาสนา)  แม้ต้นไม้ชนิดเดียวกันแต่เมื่ออยู่ต่างชั้นภูมิก็ย่อมจะพิสดารต่างกันไป  กล่าวกันว่าต้นไม้สำคัญนอกเหนือจากต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว  ในจักรวาลนี้มีต้นไม้สำคัญประจำชั้นภูมิหรือที่เรียกว่าพญาไม้อยู่ ๗ ต้น คือ

        ๑.ปาริฉัตตโก ไม้ปาริฉัตร หรือไม้ปาริชาติ ประจําตาวติงสพิภพ หรือ ดาวดึงส์

        ๒.กัปปรุกโข ไม้กัลปพฤกษ์ ประจําอุตตรกุรุทวีป

          ๓.สิริสกรุกโข ไม้ สิรีสะ หรือ ไม้ซึก ประจําปุพพวิเทหทวีป

        ๔.กทัมโพ ไม้กทัมพะ หรือ ไม้กระทุ่ม ประจําอปรโคยานทวีป

        ๕.สิมพลี ไม้งิ้ว ประจําพิภพครุฑ

        ๖.จิตรปาฏลี ไม้แคฝอย ประจําอสุรพิภพ

          ๗.ชมพู ต้นชมพู หรือ ต้นหว้า ประจำชมพูทวีป หรือ โลกมนุษย์ที่เราอยู่ทุกวันนี้

 

        ผู้คนในลุ่มน้ำโขงก็มีเรื่องเล่าขานและให้ความสำคัญกับต้นไม้โบราณหลายชนิด คือ

 

ต้นคะจาว

 

       ต้นคะจาว มีประวัติว่ามหาเถรจากพม่าได้นำ สถรา (บัดถาจารึกซึ่งเป็นตำนานมาจากลังกา) มาเพื่อนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ ดอนโผยง ซึ่งชาวบ้านเรียก ดอนโพง  ได้พบต้นคะจาวมีกิ่งใหญ่ ๒ กิ่ง มีเทพบุตรรักษาองค์ละกิ่งและมีกิ่งคะจาวเป็นปุ๋ย ๔๐ พวง  ถ้าลมมาก็กวัดแกว่งกวาดพื้นให้เกลี้ยงราบเรียบงดงามยิ่งนัก  ดุจมียามคอยกวาดรักษาอยู่เสมอ  แม้แต่หญ้าเส้นหนึ่งก็ไม่มี  เป็นสถานที่บริสุทธิ์สะอาดงดงามดีและต่อมามีการสร้าง พระธาตุเสด็จ

 

ต้นมณีโคตร

 

          ต้นมณีโคตร ในตำนานที่คนสองฝั่งโขงเชื่อว่ามีอยู่นั้นคือต้นไทรที่มีลักษณะของ ไทรกร่าง ซึ่งรากและลำต้นแข็งแรงยืนหยัดคงทนสูงใหญ่ใบแข็งหนาแผ่กิ่งก้านมณฑลสาขาได้เป็นอาณาบริเวณกว้างมาก

        ต้นไม้ที่ว่านี้ พระอินทร์ นำมาจากสวรรค์เอามาปลูกไว้ที่กลางน้ำตก หลี่ผีสีทันดร ลำน้ำโขงแห่งนี้  ตำนาน ขุนทึง ขุนเทือง ก็เล่าไว้ว่าเดิมนั้นเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์ที่ขึ้นอยู่ริมสระอโนดาตในป่าหิมพานต์เท่านั้น  มิใช่สมบัติของชาวดินที่จะเชยชมกันได้ง่ายๆ  ไม้นี้มีเพียง ๓ กิ่งใหญ่และมีความศักดิ์สิทธิ์ คือ

        กิ่ง ๑ ทอดเอนชี้ไปก้ำ(ทาง)ตะวันออก  แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไปจะกลายเป็น ลิง

        กิ่ง ๒ ทอดเอนไปก้ำ(ทาง)ตะวันตก  แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไปจะกลายเป็นนกกระเจาหรือ นกกระยางขาว

        กิ่ง ๓ ชี้ตรงขึ้นเมืองฟ้า(บนฟ้า)  แม้นใครกินผลมณีโครธจากกิ่งนี้เข้าไป  จะกลายเป็นคนวัยหนุ่มสาวงามนัก เป็นผู้ดี และมีศักดิ์สูง  อายุนั้นจะยืนยาวมั่นแข็งแรงไม่แก่ไม่เฒ่า

        เชื่อกันว่าผู้ที่ได้ไปถึงก็มีแต่ สมเด็จลุน เพียงผู้เดียวเท่านั้น  ส่วนในมิติโลกมนุษย์เราที่นักท่องเที่ยวไปชมและกราบไหว้กันก็มีอยู่จริง

        ทุกวันนี้ มีคนไปเที่ยว คอนพะเพ็ง ใน สปป.ลาว และได้เห็น ต้นมณีโคตร ซึ่งถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง มีคำกล่าวเล่าขานกันว่า

ในวันธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น นกที่บินมาจับต้นมณีโคตรจะเป็นนกสีดำ(หรืออาจจะมีสีอื่นๆ บ้างผู้เขียนก็ฟังไม่แน่ชัด)  แต่ในวันศีลวันพระ(วันโกณวันพระ) นั้น นกที่บินมาจับจะเป็นนกสีขาว

 

 

ต้นจำปาป่า

 

ต้นจำปาป่า เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนทางตอนเหนือของพม่าและไทยใหญ่ซึ่งผนวกกับนิทานตำนานพื้นเมืองดั้งเดิมที่กล่าวเล่าว่า นาคเลื้อยออกมาจากปลายเสาพระราชมณเฑียร  เสานั้นทำมาจากต้น สะคะวา หรือ จัมปัก หรือ จำปาป่า ซึ่งภายในกลวงเป็นโพรงโดยตลอด

นิทานเล่าว่า มานพหนุ่มชื่อ สอกตะเรียต เป็นคนยากจน  ไปเรียนวิชากับอาจารย์ ตอกกะโส  ได้จดจำคำสอนที่อาจารย์ให้ไว้ซึ่งแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่ามีค่ามาก  ต่อมาได้เสี่ยงชีวิตอาสาเป็นพระราชา เมืองตะโก้งจา ซึ่งมีคนอาสามาก่อนนั้นตายไปมากแล้วหลังอภิเษกกับพระราชธิดาคือ พระนางภูคำ ได้ ๗ วัน  ต่อมาจึงสืบรู้ว่ามีพญานาคเลื้อยออกมาจากเสาในห้องบรรทมมาสมสู่กับพระราชธิดาจึงประหารเสีย  พระราชธิดาอาลัยนักจึงเอาศพพญานาคไปจ้างให้เขาฟอกหนังทำเป็นพระยี่ภู่และพระเขนย  ส่วนกระดูกก็ทำปิ่นปักผม  จนเอามาเป็นปริศนาทายเดิมพันชีวิตว่า อะไรเอ่ย  พันหนึ่งค่าเขาซัก  ร้อยหนึ่งค่าเขาถัก  กระดูกเจ้าปักซ้องผมน้องรัก เสมอใจ  พระเจ้าสอกตะเรียต ก็แก้ปริศนาได้ด้วยบุญบารมีและจัดการบ้านเมืองเรียบร้อย  ส่วนพระราชธิดาภูคำก็สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

 

ต้นหมัน

 

        ต้นหมัน หรือที่ทางเขมรเรียก ต้นทลอก หรือ คำว่า โคทลอก ที่มาจากคำว่า โคกทลอก นั้น  ตำนานพงศาวดารกัมพูชาเล่าไว้ว่า  แต่ครั้งปฐมกัลป์ประเทศนี้ยังเป็นมหาสมุทรอยู่  พญานาคชื่อว่า ท้าวชมพูปาปะกาศ ได้รับอาสา พระอิศวร เอาขนดตัวพันเข้ากับเขาพระสุเมรุมิให้เอนเอียง  ฝ่าย พระพาย ขัดใจจึงพัดให้เอนเอียงไปได้  พระพายจึงเอาพระขรรค์ตัดเศียรพญานาคขว้างมาตกลง ณ ที่นั้น  พระอิศวรทรงเมตตาจึงเอายาทิ้งลงมาแล้วสาปว่าถ้าศีรษะท้าวชมพูปาปะกาศตกลงในที่ใดก็ให้เกิดเป็นโคกและต้นไม้อยู่ในที่นั้น  จึงเกิดเป็นโคกมีต้นทลอกใหญ่ต้นหนึ่งจึงได้เรียกว่า โคกทลอก

        ใน ราชพงศาวดารกัมพูชา กล่าวถึงว่า พระพุทธองค์ เสด็จมาถึงเกาะใหญ่เกาะหนึ่งทางสวรรณภูมิพร้อมด้วย พระอานนท์   ตรงกลางเกาะมีต้นหมันใหญ่โตมีโพรงในลำต้นเป็นโพรงของพญานาคซึ่งนำบริวารมาเล่นบริเวณนี้

 

ต้นชะโนด

 

        ต้นชะโนด มีลักษณะของ ต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล ผสมกัน  เกี่ยวเนื่องกับ พญาศรีสุทโธนาค ซึ่งได้กราบทูลขอต่อ พระอินทร์ว่า

       อันตัวข้าน้อยเป็นชาติเชื้อพญานาค  หากจะอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้  จึงขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์เอาไว้ด้วย  แล้วจะให้ข้าน้อยอยู่ครอบครองที่ตรงไหนก็ได้

        พระอินทร์จึงให้มีทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ไว้ ๓ ทางคือ

๑.ที่ใต้พระธาตุหลวง เวียงจันทน์

๒.ที่หนองคันแทเสื้อน้ำ

๓.ที่พรหมประกายโลก

        พรหมประกายโลก เป็นที่ๆเหล่าพรหมลงมากินง้วนดินตั้งแต่ต้นกัปแล้วมีกายเสื่อมลงจนกลายเป็นคนในยุคต่อๆมา  บริเวณนี้เป็นป่าต้นชะโนดเนื้อที่ราว ๒๐ ไร่ ไม่มีไม้อื่นขึ้นแซม  มีคูน้ำล้อมรอบโดยตลอด อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี

 

ต้นงิ้วดำ

 

        ตามคำเล่าขานบอกไว้ว่าลักษณะไม้งิ้วดำนั้น โดยทั่วไปเหมือนไม้งิ้วธรรมดาทุกอย่าง  จะแปลกแต่สี คือ ทั้งลำต้น เปลือก และกิ่ง จะมีสีดำหมด  โบราณว่า เป็นยาอายุวัฒนะ ไม่ว่าเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรก็หายได้

 

ต้นงิ้วขาว(งิ้วด่อน)

 

เป็นไม้มงคลอย่างหนึ่งที่นำมาใช้ในการสร้าง พระพุทธบาทบัวบก เช่นเดียวกับไม้มงคลที่เอามาจากสี่ทิศจาก ภูเขาน้อย ซึ่งมี ต้นงิ้วขาว ต้นงิ้วดำ ต้นมะตูมนกแขก และต้นมะม่วงหัวแมลง

 

ต้นงิ้วแดง

 

มีประวัติเชื่อมโยงกับนิทานตำนาน จำปาป่า คือ เมื่อศพของ พระราชธิดาภูคำ ถูกนำไปฝังไว้ที่ทางสามแพร่งก็ได้เกิดต้นงิ้วแดงงอกขึ้นมาจากหลุมนั้น

 

 

ชุนคำ  จิตจักร : เรียบเรียง 

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2012 เวลา 15:42 น.)