การฝึกฝน ธาตุกรรมฐานและวิชาเดินธาตุตามแบบโบราณ ทั้ง ๒ แบบ นี้  ข้าพเจ้า ชุนคำ  จิตจักร ผู้เรียบเรียง ได้รับอนุญาตโดยตรงจากหลวงพ่อทั้งสองท่าน ให้เผยแผ่เป็นธรรมทานได้ 

 

แบบที่

 

ขั้นตอนการปฏิบัติเบื้องต้น  

โดย หลวงพ่อสุรศักดิ์  อติสักโข   

 

ก่อนอื่นนั้น จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันในความหมายของธาตุอย่างคร่าวๆก่อนว่า  คำว่า ธาตุ ในที่นี้ มีความหมายถึง สภาพหรือลักษณะอันเป็นที่รวม  อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ ส่วนที่เอิบอาบเหลวไหล  ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน ส่วนที่แข้นแข็ง  เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ ส่วนที่อบอุ่น  วาโยธาตุ คือ ธาตุลม ส่วนที่พัดไหว  อากาสธาตุ คือ ธาตุอากาศ ส่วนที่เป็นช่องว่าง

        การเจริญธาตุ เริ่มต้นเราจะตั้งจิตไว้เป็น สัญญา ซึ่งแปลว่า ความจำได้หมายรู้ ให้รู้ไว้ ณ จุดหนึ่งที่กำหนดก่อน นึกข้างในกายตรงจุดที่กำหนดคือ

จุดแรก ตำแหน่ง นะ ธาตุน้ำ อยู่กลางแก้วตาดำข้างขวา  กำหนดความจำได้หมายรู้ว่าเป็นจุดตำแหน่ง ธาตุน้ำ  ทำซ้ำๆ ทำให้มาก เจริญให้มาก  ทำจนเกิดความ เคยชิน ชำนาญ และมั่นใจ  ทำจนจำได้หมายรู้แล้วว่า ธาตุน้ำ อยู่ตรงนี้ แล้วจึงค่อย เลื่อนจิต หรือ เอาจิตไต่ไป จุดที่สอง

จุดที่สอง ตำแหน่ง โม ธาตุดิน อยู่กลางแก้วตาดำข้างซ้าย กำหนดความจำได้หมายรู้ว่าเป็นจุดตำแหน่ง ธาตุดิน  ทำซ้ำๆ ทำให้มาก เจริญให้มาก  ทำจนเกิดความ เคยชิน ชำนาญ และมั่นใจ  ทำจนจำได้หมายรู้แล้วว่า ธาตุดิน อยู่ตรงนี้ แล้วจึงเลื่อนจิตไปมาระหว่างตำแหน่ง น้ำ คือ กลางแก้วตาขวา กับตำแหน่งดิน คือ กลางแก้วตาซ้าย  เป็นการเลื่อนจาก นะ ไปหา โม แล้วเลื่อนจาก โม กลับ มาหา นะ ทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปไหน  ทำอย่างสงบสบายให้คุ้นแล้วคุ้นอีก  ไม่ต้องคิดว่าจะต้องรีบต่อไปหาตำแหน่ง พุท ธ า ยะ เลยทีเดียว  ทำอยู่อย่างนี้เป็นกรรมฐานในกายเรา ไม่ส่งจิตออกนอกกาย  ทำจนจิตสงบรู้ชัดแม่นยำก็จะเกิดความชำนาญ  จากนั้นจึงเลื่อนจิตไป จุดที่สาม

หมายเหตุ โปรดทำความเข้าใจว่า

·      เราไม่ได้เอาจิตกำหนดที่การเห็นภาพ  เพราะเราไม่ได้เพ่งกสิณ ถ้าหากว่าเกิดเห็นภาพหรือเรื่องราวอะไรขึ้นมาก็อย่าไปสนใจใดๆทั้งสิ้น

·      เราไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าเป็นอักขระที่เป็นอักษร นะ โม พุทธ า ยะ เป็นต้น  เพราะถ้าท่องเป็นอักษรก็จะเป็น คาถา หรือ การถอด ซึ่งไม่ใช่หลักใหญ่ของ ธาตุกรรมฐาน

ขอให้เข้าใจว่าจิตของเรากำหนดรู้เฉพาะอยู่ใน ความเป็นธาตุ ในจุดตำแหน่งเท่านั้น  คำว่ารู้นี้คือรู้ในความเป็นธาตุ เช่น  รู้ว่า น้ำ ก็คือรู้ ความเป็นน้ำ ตามความจำได้หมายรู้สักแต่ว่าเป็นน้ำ  ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะพิจารณาใดๆ ทั้งนั้น  เพราะเราฝึกธาตุ ไม่ได้เพ่งกสิณหรือบริกรรมถอดอักขระคาถาหรือทำกรรมฐานอย่างอื่น อย่าเอาอารมณ์อื่นมาปะปนกัน  เราต้องมีรากฐานและหัวใจอันแท้จริงของ ธาตุกรรมฐาน ก่อนจึงจะถือว่าเป็นแนวทางการฝึกธาตุโดยตรง

จุดที่สาม ตำแหน่ง พุท ธาตุไฟ อยู่ส่วนลึกของหูทั้งสองข้าง การจำกัดความเพียงแค่นี้อาจจะยังไม่เข้าใจ คืออันที่จริงส่วนลึกของหูทั้งสองนั้นในที่สุดก็จะไปบรรจบกันที่จุดเดียว ก็หมายถึงจุดเดียวนี้แหละ อยู่ระดับหูทั้งสอง  ถ้าเล็งจากกลางกระหม่อมเบื้องบนตรงลงมาเบื้องต่ำถึงระดับหูก็คือตำแหน่งนั้น

เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ก็กำหนดความจำได้หมายรู้ว่าเป็นจุดตำแหน่ง ธาตุไฟ  ทำซ้ำๆ ทำให้มาก เจริญให้มาก  ทำจนเกิดความ เคยชิน ชำนาญ และมั่นใจ  ทำจนจำได้หมายรู้แล้วว่า ธาตุไฟ อยู่ตรงนี้ แล้วจึงค่อย เลื่อนจิตไป จุดที่สี่

จุดที่สี่ ตำแหน่ง ธา ธาตุลม อยู่ใกล้ลิ้นปี่ระดับเหนือสะดือขึ้นมา 2 (สองนิ้วฟุต) แต่อยู่ลึกเข้าไปกลางลำตัว  ถ้าเล็งจากจุดกลางกระหม่อมตรงลงมาเบื้องต่ำผ่านจุดตำแหน่ง พุท ธาตุไฟ ลงมา พอถึงระดับเหนือสะดือสองนิ้วก็คือตำแหน่งนั้น

เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ก็กำหนดความจำได้หมายรู้ว่าเป็นจุดตำแหน่ง ธาตุลม  ทำซ้ำๆ ทำให้มาก เจริญให้มาก  ทำจนเกิดความ เคยชิน ชำนาญ และมั่นใจ  ทำจนจำได้หมายรู้แล้วว่า ธาตุลม อยู่ตรงนี้ แล้วจึงค่อย เลื่อนจิตไป จุดที่ห้า

  จุดที่ห้า ตำแหน่ง ยะ ธาตุอากาศ อยู่หว่างคิ้วตรงตำแหน่งอุณาโลม กำหนดความจำได้หมายรู้ว่าเป็นจุดตำแหน่ง ธาตุอากาศ  ทำซ้ำๆ ทำให้มาก เจริญให้มาก  ทำจนเกิดความ เคยชิน ชำนาญ และมั่นใจ  ทำจนจำได้หมายรู้แล้วว่า ธาตุอากาศ อยู่ตรงนี้

ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ธาตุอากาศ หรือ อากาสธาตุ นั้น คือ ช่องว่าง  ความหมายของช่องว่างก็คือ อะไรๆก็ลอดผ่านไปได้

หมายเหตุ

·      การเอาจิตเลื่อนไปมาตามจุดตำแหน่งต่างๆ เมื่อคุ้นเคยทุกจุดแล้วก็ยังต้องฝึกให้มากต่อไปอีก  โดยอาจ เลื่อนไปมาระหว่างสองจุด หรือ เลื่อนไปตามลำดับ หรือ เลื่อนย้อนกลับมา หรือเลื่อนสลับจุดตำแหน่ง สามารถทำได้โดยไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ยิ่งเจริญมากก็ยิ่งดี

·      หลวงพ่อเปรียบเทียบยกตัวอย่างเหมือนเราเดินไปหาเสาที่อยู่ในตำแหน่งต่างๆ พอไปถึงแล้วจะเดินต่อไปเสาอื่นเราก็ไม่ได้เอาเสาที่ไปถึงแล้วนั้นไปด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น  เราเพียงกำหนดรู้ว่าเราอยู่ที่จุดตำแหน่งแล้วก็เลื่อนจิตไป ไม่ได้เอาจุดตำแหน่งนั้นไปด้วย  หลวงพ่อบอกว่าการฝึกอย่างนี้จะทำให้เราหนุนธาตุได้ง่ายในขั้นต่อไปด้วย

·      เมื่อฝึกตำแหน่ง นะ โม พุทธ า ยะ แล้ว  การฝึก นะ มะ พะ ทะ และ จะ ภะ กะ สะ ต่อไปก็จะฝึกลักษณะเดียวกันนี้ไล่ไปตามลำดับ

(จบขั้นตอนการปฏิบัติเบื้องต้น)

 

*** ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติจากหลวงพ่อโดยตรงได้ที่ วัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โทร.032 747318,034 -735237

 

แบบที่

 

ขั้นตอนการฝึกเดินธาตุเบื้องต้น

โดย หลวงพ่อมนัส  มันตะชาโต

 

        การเตรียมตัวทั้งทางกายวาจาใจซึ่งต้องมีศีลเป็นเบื้องต้นและปรับสภาพชีวิตให้เหมาะสมนั้น  ให้ผู้ฝึกฝนทำตามปกติธรรมดาเช่นเดียวกับการเตรียมฝึกกรรมฐานอื่นๆ  จากนั้น ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

        ขั้นที่ 1 การเดินเข้าใน ให้กำหนดจุดภายในร่างกาย คือให้นั่งสมาธิตัวตรง  นึกกำหนดจุดในร่างกายตรง ตำแหน่งความรู้สึกที่หายใจเข้าไปในท้อง เมื่อความรู้สึกลมหายใจเข้าไปถึงตรงกับระดับสะดือก็ให้หมายกำหนดเอาจุดนั้น นี่คือจุดที่ 1  จากจุดที่ 1 กำหนดต่ำลงไปอีก 2 นิ้วมือ(นิ้วมือตัวเอง) ก็ให้หมายกำหนดเอาจุดนั้น นี่คือจุดที่ 2

        ให้ผู้ปฏิบัติ เลือก ตั้งจิตไว้ ณ จุดที่ 1 หรือ จุดที่ 2 จุดหนึ่งจุดใด เพียงจุดเดียว*** ตามที่ตนเองพอใจหรือรู้สึกถนัด  เมื่อเลือกจุดและตั้งจิตกำหนดรู้อยู่ตรงจุดนั้นแล้ว ให้บริกรรมว่า นะมะ มะนะ ๆๆๆๆ เรื่อยไป ไม่ใส่ใจต่อสิ่งอื่นอีก  บริกรรมเรื่อยไป

        ขั้นที่ 2 การเดินออกนอก ให้กำหนดจุดภายนอกร่างกาย นึกกำหนดจุดนอกร่างกายที่เรานั่งอยู่ซึ่งอาจจะเป็นระดับใดก็ได้แล้วแต่ แต่อยู่นอกร่างกาย (ในเบื้องต้นนี้ให้กำหนดใกล้ตัวก่อน ยังไม่ควรกำหนดไกล)  เมื่อกำหนดได้แล้ว ให้บริกรรมเหมือนเดิมคือ นะมะ มะนะ ๆๆๆๆ เรื่อยไป ไม่ใส่ใจต่อสิ่งอื่นอีก  บริกรรมเรื่อยไป

        หมายเหตุ

        1.การบริกรรม นะมะ มะนะ คือ ธาตุน้ำกับธาตุดิน เป็นเบื้องต้นในขั้นที่ 1 นี้ไม่มีอันตรายใดๆ บริกรรมเรื่อยไปอย่างมีสติ จะทำอยู่นานเท่าใดนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะบอกหรือระบุเวลาแน่นอนได้ ขึ้นอยู่กับความทุ่มเทเอาจริงเอาจังและวาสนาบารมีของแต่ละคน  คือจะปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยไปจนกระทั่งจิตสงบ จิตสงบคืออะไร คือสงบจากนิวรณ์ 5  โดยปกติเมื่อก้าวเข้าสู่ความสงบนั้นจะเบากายเบาใจ ตำแหน่งจุดที่กำหนดจิตไว้นั้นจะค่อยๆเลื่อนสูงขึ้นเอง  แต่ถ้าหากถามว่าจะเกิดมีอาการเป็นเช่นนี้เสมอไปหรือไม่หรือเป็นอย่างอื่นก็มี จะมีสภาวะอะไรปรากฏบ้าง และจะเกิดนิมิตอะไรบ้าง  คำถามอย่างนี้ครูบาอาจารย์ท่านจะไม่ตอบเฉลยเอาไว้ตายตัว เนื่องจากไม่เป็นผลดีแก่ผู้ปฏิบัติ  ครูบาอาจารย์แต่โบราณมาท่านจะปกปิดเอาไว้ ทั้งนี้ ก็เพราะเกรงว่าศิษย์จะไปไม่ถึงความสำเร็จ  การไม่บอกให้รู้ล่วงหน้ากลับจะเป็นผลดีกว่าทั้งในด้านการประคับประคองอารมณ์และการชี้แนะ  สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติเองก็พึงตรวจสอบตนเองด้วยสติปัญญาอย่างสุขุมรอบคอบว่าจิตสงัดจากนิวรณ์ทั้ง 5 แล้วหรือยัง ให้ตรวจสอบทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจ

        2.เมื่อ เดินเข้าใน ตามขั้นตอนที่ 1 แล้ว ก็ให้มากำหนด เดินออกนอก ในขั้นตอนที่ 2 ตามลำดับ จนกระทั่งจิตสงบ

        ผู้เขียนได้กราบเรียนถามว่า ระหว่างการนึกอักขระคาถา เช่น นะ กับการนึกถึง ความเป็นธาตุ เช่น น้ำ หลวงพ่อสอนให้ปฏิบัติแบบไหน  ท่านตอบว่า สอนให้นึกอักขระคาถา เพราะทำให้เกิดสติดี  ส่วนการนึกถึง ความเป็นน้ำ ก็ดีแต่ถ้าสมาธิยังไม่ดีก็อาจพลาดได้

        ข้อควรระวังในเบื้องต้นนี้ การกำหนดสติ คือ ต้องระวังอย่าให้ขาดสติ  เมื่อเกิดขาดสติก็อย่าตกใจ ให้ตั้งสติใหม่และภาวนาไป

        สำหรับ การเดินภายใน นั้น  ถามว่า ถ้าเดินภายในแล้วยังไม่เกิดผลความสงบแต่ก็มากำหนดเดินภายนอกจะได้หรือไม่  ท่านตอบว่า ได้  ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

 

(ผู้ฝึกฝนด้วยตนเองควรฝึกเฉพาะขั้นพื้นฐานในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 เพียงเท่านี้ให้มั่นใจก่อน  ต่อจากนี้ ควรจะมีครูบาอาจารย์เป็นที่ปรึกษาและกำกับดูแล)

 

        เพื่อความเข้าใจของผู้ฝึก จึงขอยกขั้นต่อไปมากล่าวไว้บ้างเล็กน้อยคือการฝึกธาตุน้ำตามพระคาถาดังนี้

 

          นะโมพุทธายะ  นะมะมะนะ

          นะโมพุทธายะ  นะพะพะนะ

          นะโมพุทธายะ  นะทะทะนะ

         

        การบริกรรมคือ ว่า นะ โม พุท ธา ยะ นำหน้า แล้วตามด้วยวรรคหนึ่งวรรคใด เช่น นะ โมพุทธายะ  นะมะมะนะ เป็นต้น  เป็นการเจริญธาตุน้ำ สามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้เช่นกัน เพราะเมื่อนำหน้าด้วย นะ ก็คือ หมวดน้ำ ไม่มีอันตรายใดๆ  หลวงพ่อห้ามไว้แต่ ไฟ กับ ลม (นำหน้าด้วย พะ กับ นำหน้าด้วย ทะ)ว่าอย่าเพิ่งไปเล่นมาก มันจะร้อนและอาจมีผลข้างเคียง

        การฝึกแต่ละธาตุในขั้นต้นนี้ เมื่อทำได้แล้วก็จะเข้าใจว่า มีความเชื่อมโยงกับความหมายของคำที่ว่า คนสามบ้านกินน้ำบ่อเดียว ตามถ้อยคำปริศนาที่มีมาแต่โบราณว่า  ...หกสองหกยกออกเสียตัว  พระเจ้าอยู่หัวตัวเดิมอย่าละ  นะที่ใดนะนำที่นั้น  คนสามบ้านกินน้ำสร้าง(บ่อ)เดียว  ไปตักน้ำอย่าข้ามทางกัน  ไปทางใดให้คืนทางนั้น...

        คนที่ฝึกคล่องแคล่วในหมวด ธาตุทั้งสี่ แล้ว ต่อไปก็จะฝึก ขันธ์ทั้งห้า ได้แก่

นะ โม พุทธ า ยะ คือ รูป

ยะ นะ โม พุท ธา คือ เวทนา

ธา ยะ นะ โม พุท คือ สัญญา

พุท ธ า ยะ นะ โม คือ สังขาร

โม พุทธ า ยะ นะ คือ วิญญาณ

(ในส่วนท้ายนี้ ยกมาอธิบายพอเข้าใจ)

 

*** ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อโดยตรงได้ที่ สถานปฏิบัติธรรมเขาแหลม สำนักสงฆ์คลองโป่ง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี  ติดต่อ โทร.081 9045070,086 1469895 (เบอร์โทร.นี้เป็นเบอร์ของพระภิกษุผู้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อซึ่งสามารถติดต่อสอบถามได้) และ 084 3506190 (เบอร์โทร.ถึงหลวงพ่อโดยตรง โปรดระวัง ไม่ควรรบกวนในเวลาที่ท่านไม่สะดวก)

 

ภาคผนวก

 

ความเข้าใจในเรื่องธาตุ

 

        ท่านที่สนใจฝึกฝน ธาตุกรรมฐาน และ วิชาเดินธาตุ อย่างจริงจังนั้น  สมควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาทำความเข้าใจในเรื่อง ธาตุกรรมฐาน โดยสามารถค้นจากพระไตรปิฎกได้ใน มหาราหุโลวาทสูตร มหาหัตถิปโทปมสูตร และมหาสติปัฏฐานสูตร ตลอดทั้งควรได้มีโอกาสอ่าน ธรรมบรรยายพิเศษหัวข้อธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือโสฬสปัญหา  พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก ด้วย

        อย่างไรก็ตาม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเบื้องต้นของผู้ที่ตั้งใจศึกษาและฝึกฝนจริง  ผู้เขียนจึงขอยกเอาคำจำกัดความในส่วนที่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดเจนมาพอสังเขปดังนี้

 

ธาตุกัมมัฏฐาน

 

ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ (กรรมฐานคือธาตุ, กรรมฐานที่พิจารณาธาตุเป็นอารมณ์ กำหนดพิจารณากายนี้แยกเป็นส่วนๆ ให้เป็นว่าเป็นเพียงธาตุสี่แต่ละอย่าง จึงขึ้นอยู่กับเหตุคือธาตุทั้ง ๔  จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา ดังนั้นนั่นเอง นั่นจึงไม่ใช่เรา เราจึงไม่ใช่นั่น นั่นจึงไม่ใช่ตัวตนของเรา)
                    ๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะแข้นแข็ง เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้
                   ๒. อาโปธาตุ คือ ธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบ ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะเอิบอาบ เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้.
                    ๓. เตโชธาตุ คือ ธาตุที่มีลักษณะร้อน ภายในตัวก็มีภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะร้อน เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้
                   ๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายในสำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปตามตัว ลมหายใจ หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะพัดผันไป เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้
       ตัวอย่างธาตุที่แสดงข้างต้นนี้ ในปฐวีธาตุมี ๑๙ อย่าง ในอาโปธาตุมี ๑๒ อย่าง เติมมัตถลุงค์ คือ มันสมอง เข้าเป็นข้อสุดท้ายในปฐวีธาตุ รวมเป็น ๓๒ เรียกว่า อาการ ๓๒ หรือ ทวัตติงสาการ.
       ธาตุกัมมัฏฐาน นี้ เรียกอย่างอื่นว่า ธาตุมนสิการ (การพิจารณาธาตุ) บ้าง จตุธาตุววัฏฐาน (การกำหนดธาตุสี่) บ้าง   เมื่อพิจารณากำหนดธาตุ ๔ ด้วยสติสัมปชัญญะ มองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปในกาย ตระหนักว่ากายนี้ก็สักว่ากาย มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ดังนี้ จัดเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานส่วนหนึ่ง

        อากาสธาตุ ธาตุอากาศ ได้แก่ส่วนที่มีลักษณะเป็นช่องว่างบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องคอที่กลืนอาหารลงไป ช่องที่บรรจุอาหารไว้ในท้อง และช่องที่ถ่ายอาหารเก่าออกไปในภายนอกกับช่องอื่นๆภายในกาย อันนี้บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ก็รวมเรียกว่า อากาสธาตุ หรือ ธาตุอากาศ

 

วิชาเดินธาตุ

 

การตั้งธาตุและหนุนธาตุเบื้องต้น

 

ความเข้าใจในหลักการตั้งธาตุและหนุนธาตุ

 

การตั้งธาตุ

 

        การตั้งธาตุนั้นให้ตั้งแม่ธาตุใหญ่เสียก่อนแล้วจึงตั้งตัวธาตุ 4 คือตั้ง นะโมพุทธายะ และก่อนที่จะตั้งธาตุให้ว่า คาถาชุมนุมธาตุ ดังนี้

 

เอหิปถวีพรหมา เอหิอาโปอินทรา

เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสรา

 

        จากนั้นให้ว่า คาถาตั้งแม่ธาตุ ดังนี้

 

นะอิเพชชคงอรหังสุคโตภควา      โมติพุทธะสังอรหังสุคโตภควา

พุทปิอิสวาสุอรหังสุคโตภควา       ธาโสมะอะอุอรหังสุคโตภควา

ยะภะอุอะมะอรหังสุคโตภควา

 

        เมื่อได้ตั้ง แม่ธาตุใหญ่ คือ นะโมพุทธายะ แล้ว ให้ตั้ง ธาตุทั้ง 4 คือ นะมะพะทะ และ ธาตุพระกรณี คือ จะภะกะสะ ตามลำดับ ดังนี้

 

          ตั้ง อาโปธาตุ ว่า  นะโมพุทธายะ   นะมะพะทะ         จะภะกะสะ

          ตั้ง ปถวีธาตุ ว่า  นะโมพุทธายะ    มะพะทะนะ         ภะกะสะจะ

          ตั้ง เตโชธาตุ ว่า นะโมพุทธายะ    พะทะนะมะ         กะสะจะภะ

          ตั้ง วาโยธาตุว่า  นะโมพุทธายะ    ทะนะมะพะ         สะจะภะกะ

 

วิธีหนุนธาตุ

 

        การหนุนธาตุนั้นท่านให้หนุนด้วยแก้ว 4 ดวงคือ นะมะอะอุ กล่าวคือ

 

          นะ     คือ แก้วมณีโชติ

          มะ     คือ แก้วไพฑูรย์

          อะ     คือ แก้ววิเชียร

          อุ       คือ แก้วปัทมราช

 

        เมื่อตั้ง อาโปธาตุ ให้เอา แก้วมณีโชติ หนุน

        เมื่อตั้ง ปถวีธาตุ  ให้เอา แก้วไพฑูรย์ หนุน

        เมื่อตั้ง เตโชธาตุ ให้เอา แก้ววิเชียร หนุน

        เมื่อตั้ง วาโยธาตุ ให้เอา แก้วปัทมราช หนุน

 

        การหนุนธาตุนี้  ท่านโบราณาจารย์วางไว้เป็นปริศนาให้คิดกันเอาเองจากข้อความที่ว่า .....หกสองหก  ยกเสียสองตัว  คุณแก้วอยู่เหนือหัว  คำเดิมอย่าเสีย  ผู้ใดคิดได้บ่ห่อนจะได้เมีย  ผู้ใดคิดเสียก็บ่เป็นแก่นสาร  ผู้ใดคิดสบจะได้พบพระศรีอาริย์  ผู้ใดคิดกรานบ่มิพานพบเลย.....  ต่อมาจึงเกิดผังรูปแบบขึ้นมาดังนี้

 

มะ

อะ

อุ

 

นะ

อะ

อุ

 

 

 

 

 

 

 

 

นะ

 

 

 

มะ

 

(หนุน อาโปธาตุ)

 

(หนุน ปถวีธาตุ)

นะ

มะ

อุ

 

นะ

มะ

อะ

 

 

 

 

 

 

 

 

อะ

 

 

 

อุ

 

(หนุน เตโชธาตุ)

 

(หนุน วาโยธาตุ)

 

        การหนุนด้วยแก้วจึงเป็นดังนี้

 

นะโมพุทธายะ    นะมะพะทะ         จะภะกะสะ  หนุนด้วย แก้วมณีโชติ นะมะมะนะ  นะอะอะนะ  นะอุอุนะ

          นะโมพุทธายะ    มะพะทะนะ         ภะกะสะจะ  หนุนด้วย แก้วไพฑูรย์ มะนะนะมะ  มะอะอะมะ  มะอุอุมะ

          นะโมพุทธายะ    พะทะนะมะ         กะสะจะภะ หนุนด้วย แก้ววิเชียร อะนะนะอะ  อะมะมะอะ  อะอุอุอะ 

          นะโมพุทธายะ    ทะนะมะพะ         สะจะภะกะ หนุนด้วย แก้วปัทมราช อุนะนะอุ  อุมะมะอุ  อุอะอะอุ

 

ข้อสังเกต

 

1.การตั้งธาตุและหนุนธาตุเบื้องต้นนี้  ผู้เขียนได้เทียบเคียงและตรวจสอบจากตำราโบราณหลายฉบับ ส่วนใหญ่นั้นมีเนื้อความตรงกัน จะมีข้อผิดพลาดเฉพาะอักขระซึ่งเกิดจากการบันทึกหรือพิมพ์ผิด

2.การเรียงอักขระในเบื้องต้นนี้ สามารถตรวจสอบการลำดับอักขระในลักษณะหมุนวน คือมี กำหนดที่เริ่มต้น แล้วไล่ตามลำดับ แล้วกลับมาบรรจบที่เดิม เหมือนตัวเลข 1234  2341  3412 4123 เช่น นะมะพะทะ  มะพะทะนะ  พะทะนะมะ  ทะนะมะพะ และ จะภะกะสะ  ภะกะสะจะ  กะสะจะภะ สะจะภะกะ เป็นต้น  นอกจากนี้ก็มีลักษณะ ไป กลับ เหมือนตัวเลข 12 21  13 31  14 41 เช่น นะมะมะนะ  นะอะอะนะ  นะอุอุนะ เป็นต้น  ถ้าตำราใดมีการบันทึกหรือพิมพ์ผิดก็จะไม่เป็นไปตามนี้  อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบแบบนี้ใช้ได้เฉพาะการตั้งธาตุและหนุนธาตุในระดับเบื้องต้นเท่านั้น

 

สรุปการตั้งธาตุและหนุนธาตุแบบมาตรฐานเบื้องต้น

 

        เมื่อได้ทำความเข้าใจในหลักและวิธีการแล้วจึงขอสรุปวิธีการและขั้นตอนปฏิบัติให้แน่ชัดลงไปในเบื้องต้นตามลำดับ ดังนี้

 

1.บริกรรมภาวนา คาถาชุมนุมธาตุ 1 จบ ว่า

 

เอหิปถวีพรหมา  เอหิอาโปอินทรา

เอหิเตโชนารายะ  เอหิวาโยอิสรา

 

2.บริกรรมภาวนา คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่ 1 จบ ว่า

 

นะอิเพชชคงอรหังสุคโตภควา      โมติพุทธะสังอรหังสุคโตภควา

พุทปิอิสวาสุอรหังสุคโตภควา       ธาโสมะอะอุอรหังสุคโตภควา

ยะภะอุอะมะอรหังสุคโตภควา

 

        3.บริกรรมภาวนา ตั้งธาตุและหนุนธาตุ อย่างน้อย 1 จบ ว่า

 

นะโมพุทธายะ    นะมะพะทะ  จะภะกะสะ  นะมะมะนะ  นะอะอะนะ  นะอุอุนะ

        นะโมพุทธายะ    มะพะทะนะ  ภะกะสะจะ  มะนะนะมะ  มะอะอะมะ  มะอุอุมะ

        นะโมพุทธายะ    พะทะนะมะ  กะสะจะภะ  อะนะนะอะ  อะมะมะอะ  อะอุอุอะ 

        นะโมพุทธายะ    ทะนะมะพะ  สะจะภะกะ  อุนะนะอุ  อุมะมะอุ  อุอะอะอุ

 

        บทนี้พระครูบาอาจารย์บอกว่ายิ่งเจริญมากก็ยิ่งดี จะทำให้ธาตุในตัวเราบริบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

        4.เจริญภาวนา อาการ 32 ให้บริกรรมภาวนาและระลึกไปในอาการ 32 อย่างน้อย 1 จบ ว่า

 

หันทะ  มะยัง  กายะคะตาสะติกัมมัฏฐานัง  กาโรมะ  เส

 

อะยัง  โข  เม  กาโย                         กายของเรานี้แล

อุทธัง  ปาทะตะลา                          เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ  เกสะมัตถะกา                       เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต                               มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูโร  นานับปะการัสสะ  อะสุจิโน     เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ

อัตถิ  อิมัสมิง  กาเย                        มีอยู่ในกายนี้

เกสา                                               ผมทั้งหลาย

โลมา                                              ขนทั้งหลาย

นะขา                                              เล็บทั้งหลาย

ทันตา                                             ฟันทั้งหลาย

ตะโจ                                            หนัง

มังสัง                                              เนื้อ

นะหารู                                            เอ็นทั้งหลาย

อัฏฐิ                                                กระดูกทั้งหลาย

อัฏฐิมิญชัง                                      เยื่อในกระดูก

วักกัง                                              ไต

หะทะยัง                                          หัวใจ

ยะกะนัง                                          ตับ

กิโลมะกัง                                        พังผืด

ปิหะกัง                                            ม้าม

ปับผาสัง                                         ปอด

อันตัง                                             ไส้ใหญ่

อันตะคุณัง                                     สายรัดไส้

อุทะริยัง                                          อาหารในท้อง

กะรีสัง                                            อาหารเก่า

ปิตตัง                                             น้ำดี

เสมหัง                                            น้ำเสลด

ปุพโพ                                             น้ำเหลือง

โลหิตัง                                            น้ำเลือด

เสโท                                             น้ำเหงื่อ

เมโท                                               น้ำมันข้น

อัสสุ                                                น้ำตา

วะสา                                               น้ำมันเหลว

เขโฬ                                               น้ำลาย

สิงฆาณิกา                                      น้ำมูก

ละสิกา                                            น้ำไขข้อ

มุตตัง                                             น้ำมูตร

มัตถะเก  มัตถะลุงคัง                      เยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ

เอวะมะยัง  เม  กาโย                       กายของเรานี้แล

อุทธัง  ปาทะตะลา                          เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ  เกสะมัตถะกา                       เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต                             มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูโร  นานับปะการัสสะอะสุจิโนติ  เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อย่างนี้แล

 

        บทนี้พระครูบาอาจารย์บอกว่ายิ่งเจริญมากก็ยิ่งดี ทั้งนี้ จะบริกรรมเฉพาะเนื้อความคาถาหรือบริกรรมทั้งเนื้อความคาถาและคำแปลด้วยก็ได้เช่นกัน

 

หมายเหตุ

 

        วิชาเดินธาตุในเบื้องต้นแบบมาตรฐานทั่วไปนี้  ผู้เขียนได้เปรียบเทียบและตรวจสอบจากตำราหลายฉบับโดยยึดเอา คู่มือพระปรมาจารย์ เป็นหลัก ได้แก้ไขความผิดพลาดและได้กราบเรียนขอความกรุณาพระครูบาอาจารย์ผู้ที่เคยฝึกฝนปฏิบัติมาจริงให้ท่านตรวจสอบให้แล้ว

          สำหรับท่านที่ฝึกฝนตามตำราอื่น อาจมีคำบูชาครู คำอาราธนาดวงแก้ว พระคาถา และอักขระที่แตกต่างกันไป

 

#

 

(บทความนี้ : ผู้เรียบเรียง ยินดีเผยแผ่สู่สาธารณชนและขออนุโมทนากับผู้ถ่ายทอดบอกกล่าวเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป)

ธาตุ  วางแผงแล้ว วันนี้...

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 01 พฤษภาคม 2012 เวลา 05:15 น.)