ธรรมโอสถ 

มหัศจรรย์แห่งการยืน.. 

 

โดย ไผท  ต้นลำธาร

 

ที่พึ่ง

 

          การปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนาในยุคนี้  อาจมีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันไป  ไม่ว่าจะเป็นเพราะด้วย อุบายโกศลวิธี จริต ศรัทธา และความเชื่อของคนในยุคสมัยก็ตาม  ผู้ฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมที่ยังไม่มั่นใจในการปฏิบัติของตัวเองนัก  หรือผู้ที่ยังต้องการตรวจสอบตนเองเพื่อความไม่ประมาท  จึงแสวงหาครูบาอาจารย์ซึ่งมีประสบการณ์ปฏิบัติที่ตนเองมั่นใจช่วยแนะนำ   

          หนึ่งในวิปัสสนาจารย์ที่ผู้ฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมมั่นใจในยุคนี้ก็คือ หลวงพ่อพระอาจารย์สุทัศน์  โกสโล วัดกระโจมทอง นนทบุรี ผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ปฏิบัติธรรมเสมอตลอดมา 

 

ความเป็นมา 

 

          ความเป็นมาในเรื่องของธรรมโอสถนี้มีอยู่ว่า  เมื่อผู้เขียน เกษียณก่อนอายุราชการ มีเวลาว่างได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมพระอาจารย์และปรนนิบัติรับใช้ด้วยการนวดถวายหลวงพ่อบ่อยครั้งกว่าแต่ก่อน  ก็มักจะกราบเรียนถามเรื่องของคนเจ็บคนป่วยที่มาปฏิบัติธรรมเสมอ  เพราะมีความสนใจในเรื่องนี้มานาน

        อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อก็เล่าว่ามีญาติโยมหามโยมผู้ชายที่ป่วยเป็นอัมพาตคนหนึ่งมาหาเพื่อให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำหรือโดยทางใดก็ตาม  หลวงพ่อจึงแนะนำให้ยืนนิ่งๆสองชั่วโมง  คนป่วยก็เชื่อและเต็มใจทำตามหลวงพ่อ แต่สภาพคนป่วยยืนไม่ไหว  หลวงพ่อจึงแนะนำให้ญาติช่วยกันจับยืน  แล้วให้เอามือเกาะหัวสิงห์รูปปั้นเพื่อทรงตัวเอาไว้  หลวงพ่อบอกให้ยืนนิ่งเฉยๆ  ไม่ว่าจะปวดเมื่อยทรมานยังไงก็ให้ทนยืนไปเรื่อยแล้วจะหายเอง  คนป่วยก็ทำตามอย่างเคร่งครัด  เวลาผ่านไป  ความร้อนรุ่มเจ็บปวดเกิดขึ้น  แล้วก็ค่อยๆทวีขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งร้อนไปทั่วและเจ็บปวดแทบทนไม่ไหว  แต่ก็ยังทนต่อไปเรื่อยเพราะเชื่อหลวงพ่อ  ในที่สุดก็ครบเวลาสองชั่วโมงจนได้  แล้วจึงผ่อนคลายอิริยาบถปล่อยมือขยับยืน...

        ...แปลกมาก...  ..คนป่วยยืนเองได้... 

          ...แล้วพอขยับเดิน..  ..ก็เดินไปได้อีก...

          ญาติที่พามาหลายคนต้องตะลึง...  ...เป็นไปได้ยังไงกัน...

          ...พอขยับเดินอีก..  ..คราวนี้เดินได้จริงๆเสียด้วย...

       ...ญาติที่มาต่างอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา...  ..เหมือนคนที่เพิ่งพบครั้งแรกว่า  ..ที่เขาว่าปาฏิหาริย์มีจริงนั้นเป็นอย่างนี้เอง...  โรคอัมพาตที่กระเสาะกระแสะทรมานมานานปีกลับหายเป็นปลิดทิ้งภายในสองชั่วโมง  เล่าให้ใครฟังแล้วใครเขาจะเชื่อ..?

       ทั้งคนป่วยและญาติต่างตื่นเต้นพร้อมๆกับซาบซึ้งยินดีอย่างที่ไม่รู้จะบรรยายยังไงถูก  พอตอนที่หลวงพ่อจะขึ้นรถกลับ  คราวนี้เดินปร๋อเลย...คนป่วยเดินมาส่งหลวงพ่อที่รถได้.. 

        ผู้เขียนรับฟังหลวงพ่อเล่าอย่างตื่นเต้นจนอดถามไม่ได้ว่า

        เป็นเพราะอะไรครับอาจารย์  เขาหายเพราะอะไร  เพราะวิปัสสนาเหรอครับ

          เพราะยืน..  ยืนนี่แหละ..

        จากนั้นท่านก็เล่าถึงรายที่สองซึ่งเป็นคนป่วยที่ไม่สามารถขยับส่วนหลังและคอ  พูดก็ไม่ได้  คือเสียงไม่มีเลย  ท่านก็แนะนำให้ยืนอีกเช่นกัน  คนนี้ก็ใจเพชร  มีความอดทนยืนนิ่งถึงสองชั่วโมงจนได้  และแล้วก็ขยับตัวได้เป็นปรกติอย่างไม่น่าเชื่อ  ขณะที่ญาติโยมยังงง  ก็เห็นว่าคนป่วยออกเสียงได้แล้วก็ยังพูดได้อีกต่างหาก  สักประเดี๋ยวก็พูดจาได้ฉะฉานชัดเจน  ต่างคนต่างก็อัศจรรย์ใจไปตามๆกัน

        เพราะยืนนี่เหรอครับอาจารย์  ยืนอย่างเดียวนี่นะ..ผู้เขียนถามเพื่อตอกย้ำความมั่นใจ

          ใช่  ยืนนี่แหละ..

        ผู้เขียนเองก็อัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว  เพราะตั้งแต่เคยมาบวชวัดนี้  สึกมาแล้วจนอายุห้าสิบกว่าเข้านี่แล้ว  ก็รู้ดีอยู่ว่าหลวงพ่อไม่เคยสนับสนุนเรื่องความงมงายมาแต่ไหนแต่ไร

 

ยืนอย่างไร

 

        ถ้าพูดกันว่า หลวงพ่อพระอาจารย์สุทัศน์ แนะนำให้ยืน  คนเขาก็ต้องเข้าใจว่าหลวงพ่อให้ทำวิปัสสนา  เพราะหลวงพ่อเป็นอาจารย์ของพระวิปัสสนาจารย์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  แต่กับเรื่องนี้  หลวงพ่อไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นโดยตรง  การยืน ที่ว่านี้หมายถึง การยืนโดยธรรมชาติจริงๆ  คือถ้าหากว่าจะเป็นวิปัสสนาก็เป็นเองโดยธรรมชาตินั่นแหละ  คือยืนนิ่งๆให้ฝ่าเท้าแนบติดพื้นธรรมดาง่ายๆ  อย่าขยับเท้าและกายส่วนล่างตั้งแต่เอวลงไป  ส่วนบนตั้งแต่เอวขึ้นไปนั้น  ถ้าจำเป็นก็อาจขยับได้บ้างเล็กน้อยด้วยอิริยาบถที่สำรวม  จิตใจอาจจะยังคิดอะไรฟุ้งซ่านหรือมีอารมณ์สับสนอยู่บ้างก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา  แต่ต้องทนอยู่อย่างนั้นให้ได้ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง  ถ้าเกินนี้ได้ไม่มีปัญหา  ฉะนั้น เพื่อเป็นการสรุปสาระสำคัญผู้เขียนจึงขอนำเสนอเป็นข้อๆไว้ดังนี้

 

การยืน

 

        ๑.ยืนนิ่งบนพื้น

          ๒.ฝ่าเท้าแนบพื้น

          ๓.อย่าขยับหรือกระดุกกระดิกกายส่วนล่างตั้งแต่เอวลงไปเป็นเวลาสองชั่วโมง

          นี่คือส่วนสำคัญหลักที่ต้องทำ  มีเพียงเท่านี้..

          หมายเหตุ ผู้ปฏิบัติต้องทำด้วยความสมัครใจและรับผิดชอบต่อการปฏิบัติของตนเอง

 

        แน่นอนว่าบางท่านอาจจะมีข้อสงสัยปลีกย่อยตามมาซึ่งจะอธิบายพอเป็นตัวอย่าง คือ

        ตั้งจิตไว้ที่ไหน...?   ตอบว่า ไม่กำหนดบังคับ...  ถ้าตั้งจิตไว้กับกายก็ถูกแบบกรรมฐานคือรู้กาย  จะคิดอะไรก็ไม่ว่า  มีอารมณ์ ดีใจ เสียใจ กลุ้ม ฟุ้งซ่าน ไม่ว่ากัน  เพราะคนเรานั้น  พอร้อนพอปวดมากๆ เข้า จิตก็ไปรู้อยู่กับที่ปวดอยู่ดี

        ยืนนิ่งแค่ไหน...?  ตอบว่า นิ่งเท่าที่ทำได้...  นี้เป็นคำตอบเบื้องต้นก่อน  เพราะอาจมีกรณีที่ผู้ฝึกต้องไปกราบเรียนถามหลวงพ่อเอง

        เท้าติดพื้นแค่ไหน...?  ตอบว่า ติดพื้นอย่างธรรมดา...  นี้เป็นคำตอบในเบื้องต้นอีกเหมือนกัน  เพราะอาจมีกรณีที่ผู้ฝึกต้องไปกราบเรียนถามหลวงพ่อเอง

        บางคนกลัวล้มต้องยืนเกาะฝาก็มี  หรือยืนบนฟูกก็มี  เคยมีผู้ปฏิบัติมาแล้ว  เรื่องปลีกย่อยเฉพาะกรณีทั้งหลาย  เป็นเรื่องที่ผู้สนใจควรขอคำปรึกษาเอง  การที่ผู้เขียนไม่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันไป  เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวต่อผู้ปฏิบัติได้จึงไม่ขอนำเสนอไว้ ณ ที่นี้

        (ข้อความทั้งหมดในหัวข้อ ยืนอย่างไร นี้  ได้รับอนุญาตและการให้ความเห็นชอบจากหลวงพ่อแล้ว)

 

หายได้อย่างไร

 

        ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่า  การพิสูจน์เรื่องการยืนนี้  หลวงพ่อไม่ได้เอามาจากตำราของชาติภาษาใด  เท่าที่ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากประสบการณ์ระหว่างปฏิบัติของผู้ฝึกวิปัสสนาที่อาศัยการปฏิบัติล้วนๆ  จึงยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ใดๆ  จะมีก็แต่คำอธิบายของหลวงพ่อซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติและสภาวธรรม

        หลวงพ่อบอกว่า 

การยืนนี้ความร้อนมันจะไล่มาจากฝ่าเท้าเหมือนกับเอ็กซเรย์ตัวเอง  ความร้อนนี้มันจะไล่ไปทั่ว  ที่ตรงไหนติดขัดไม่สมดุลก็จะปรับตัว

มันจะเกิดการปรับธาตุทั้งสี่ให้สมดุลหมด  คนเราถ้าธาตุทั้งสี่ไม่สมดุลมันเข้าสมาธิไม่ได้  ถ้าปรับไม่หมดมันเข้าสมาธิไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็น เส้นเอ็น เส้นเลือด หลอดลม กล้ามเนื้อ กระดูก เยื่อกระดูก ปรับหมด

ที่ปวดมันไม่ใช่เหตุ มันเป็นผล  มันไปปรับที่เหตุ  พอปรับที่เหตุมันก็สมดุล

ลมนี่ก็เป็นพลังธรรมชาติ  พลังจักรวาล  ยืนหายใจเข้ายาวๆ ออกยาวๆ  พอมันร้อน เอาจิตไปจับที่ร้อน

ธาตุบางอย่างมันอยู่ในร่างกายของคนทุกคน  ถ้าจิตไม่สงบมันก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์  แต่เมื่อจิตสงบมันก็ได้ใช้ประโยชน์

การปฏิบัติก็เพื่อให้รู้ทุกข์  ต้องการให้ต่อสู้ทุกขเวทนา ชนะทุกข์  โรคทุกโรคมันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ถ้าชนะทุกข์ก็ชนะโรคด้วย

       อุปาทานมันจะขึ้นสูงสุดในสองชั่วโมง  ถ้าเกินสองชั่วโมงอุปาทานมันก็จะขาด

 

        นี้เป็นคำอธิบายของหลวงพ่อซึ่งผู้เขียนไม่ขอบังอาจแปลความหมายและขยายความในส่วนนี้  เพียงขอนำมาเสนอเพื่อให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้พิจารณา

 

ทำได้ยาก

แต่ใช้ได้กับทุกโรค

 

        จะเห็นได้ว่า  หลวงพ่อได้อธิบายตามลักษณะสภาวะของการปฏิบัติธรรม  ซึ่งธรรมนั้นก็คือความจริงในธรรมชาติที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบแล้ว  ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเอาชนะได้หมดแม้กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด  แล้วทำไมจะเอาชนะโรคไม่ได้เล่า  ไม่ว่าโรคกายหรือโรคใจก็ล้วนมาจากอุปาทานความยึดมั่นในขันธ์ห้านี้ทั้งนั้น

        การกำหนดรู้เวทนาไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง  แต่คนเราจะปล่อยวางทุกข์ได้อย่างไรหากไม่รู้แจ้งในทุกข์  การรู้และการเข้าถึงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนทรมานของอุปาทานในขันธ์ห้านี้  เหมือนคำโบราณที่ว่า หนึ่งที่ไปไม่ถึงก็หลงหนึ่งที่ หนึ่งเรื่องไม่รู้ก็ลำบากหนึ่งเรื่อง  โลกของวิปัสสนาเป็นโลกของการเผชิญหน้ากับความจริง  คือการดำรงอยู่โดยความไม่ประมาท  หลายๆคนจึงคิดว่า  แทนที่จะปล่อยให้ตนเองเผชิญอยู่กับทุกขเวทนาอย่างสุดขีดขณะที่จิตใจท้อถอยย่ำแย่ตอนใกล้ตาย  สู้เราเอาทุกข์นั้นมากำหนดรู้ในตอนที่มีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์เพื่อปลดเปลื้องโรคกายโรคใจจะไม่ดีกว่าหรือ 

        การพิสูจน์การยืนนี้  เชื่อกันว่ายังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป  เท่าที่เคยมีการพิสูจน์มานั้นก็เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่สิ้นหนทางรักษา  บางคนรอความตายที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้  แต่เมื่อได้พิสูจน์แล้วก็กลับหายจากโรคได้  ที่สำคัญคือใช้ได้กับทุกโรคซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติการยืนได้  เพราะขนาดคนยืนไม่ได้ต้องมีคนช่วยประคองให้ยืนเกาะฝาก็ยังหายโรคมาแล้ว  เท่าที่ปรากฏมานั้น  ผู้ที่ปฏิบัติได้ตามข้อกำหนดสามข้อที่ได้เรียนให้ทราบแล้วนั้นหายจากโรคทุกคน  แน่นอนว่าไม่นับรวมถึงผู้ที่ทำตามข้อกำหนดไม่ได้ เช่น ปฏิบัติไปยังไม่ถึงสองชั่วโมงก็ขยับเขยื้อนเท้าเสียแล้ว เป็นต้น  

 

คนไข้หญิงธัญพร

รอดชีวิตจากมะเร็ง ...เป็นไปได้หรือ....?

หมอบอกว่าไม่มีหวังแล้ว  ให้ทำใจให้สบาย 

มะเร็งมันลามไปหมดแล้ว 

 

        หญิงวัยกลางคน  สถานภาพหย่าร้าง มีลูกชายเล็กๆ ติดมาด้วยคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาและยังเด็กเกินไปที่จะขาดแม่  เธอกำลังช๊อค  ความตายอยู่ใกล้แค่นี้  มันถึงเวลาเสียแล้วกับชีวิตหนึ่ง  อย่าว่าแต่จะทำตัวและใจให้พร้อมกับภาระของชีวิตเลย  เอาแค่ให้หายช๊อคโลกของตัวเอง  เพื่อจะก้าวเข้าสู่การยอมรับในความหมดอาลัยตายอยากก็ยังยากเย็นแสนเข็ญแล้ว  สำนึกอย่างหนึ่งที่ยังไม่หลุดหายไปกับความขวัญหนีดีฝ่อของชีวิต  คือคำเตือนของภิกษุหนึ่งซึ่งบอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้

        เวลาทางโลกของเอ็งมันหมดแล้ว...

        แต่ก่อนเคยบอกท่านว่า  ..เดี๋ยว  หาเงินให้ลูกก่อน...  ไม่นึกเลยว่าเวลาของชีวิตจะหมดลงอย่างรวดเร็ว  ชีวิตโหดร้ายถึงเพียงนี้  ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปบวช

        อยู่นี่ให้มาหาท่านสุทัศน์นะ พระอาจารย์ประยูร เคยสั่ง ถ้าหลวงพ่อไม่บวชให้ก็ โทร.ไปบอกอาตมา  จะตีรถมารับ  จะพาไปไว้ที่ถ้ำเสือกับอาจารย์จำเนียร

        จึงตกลงใจมาขอบวชกับหลวงพ่อสุทัศน์ที่วัดกระโจมทองทันที  สังเกตท่าทีของหลวงพ่อเหมือนจะทดสอบเอาการอยู่  มาแต่เช้ามืดเลย  หลวงพ่อลงมาตอนฉันเช้าก็บอกว่า

        หลวงพ่อ  หนูจะบวชนะ

        อื้อ...  กินข้าวก่อน

        ไปกินข้าวก็กินไม่ลงหรอกเพราะตอนที่มานี่คนก็ต้องพยุงมาแล้ว  พอทำวัตรเช้าเสร็จแล้วลงมา  หลวงพ่อก็ขึ้นกุฏิปิดประตูไปเฉยเลย  รออย่างนั้นอยู่นานพอลงมาก็บอกอีก

        หลวงพ่อ  ลูกจะบวช

        อื้อ...  กินข้าวก่อน

        เพลอีกแล้ว 

        หลวงพ่อลูกจะบวช  วันนี้จะได้บวชไม๊หลวงพ่อ

        เดี๋ยวบ่ายสองโมง..

        ก็สมัครบวชเนกขัมมะพร้อมกันสามคน  เขียนในใบขอบวชไว้ ๑๕ วัน  พอบ่ายสองโมงหลวงพ่อก็ยังไม่ลงมา  นั่งรอไปเถ๊อะ...  ทนไม่ไหวจึงอธิษฐานจิตว่า

        หลวงพ่อ...  ถ้าลูกมีบุญพอจะได้บวชที่วัดนี้นะ  หลวงพ่อลงมาเถ๊อะ..

        สักพักหลวงพ่อก็เดินลงบันไดมา  ท่านก็มองหน้า  จากนั้นก็ทำพิธีบวช  โดยปกติเป็นคนเสียงดังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ยิ่งรับศีลและท่องคำขอบวชยิ่งชัดถ้อยชัดคำจนหลวงพ่อบอกว่า

        เสียงดียังงี้  ไม่น่าสึกนะ

        พอบวชแล้วคนที่อยู่ใกล้ๆก็บอกว่า

        นี่  หลวงพ่อไม่เคยทักใครนะ  ที่มาประจำเสาร์อาทิตย์ยังไม่เคยทัก

        ตอนนั้นในใจก็ยังกำหนดว่า ๑๕ วัน  พออยู่ได้สองวันเริ่มเจ็บมาก  เหมือนจะลุกไม่ได้  ตอนนั้นน้ำหนัก ๔๗ ๔๘ กิโล ผอมดำเห็นแต่ลูกกะตา  ลูกชาย น้องสาว แล้วก็หลาน เข้ามาก็ร้องไห้ก็บอกเขาว่า

ไม่ต้องร้องหรอก  ยังไงก็จะสู้  ไม่ต้องร้อง

ก็รู้อยู่ว่าเป็นโรคนี่ก็ไม่มีใครจะรอดกันซักคน

แม่ชีสุคิด ชวนว่า

ไปหาหลวงพ่อกัน  ไป  ไปถามหลวงพ่อกัน

ก็เลยไปหาหลวงพ่อ  ถามว่า

หลวงพ่อ  ลูกถามจริง  ลูกจะตายไม๊  ลูกจะได้รู้  ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลังอยู่

หลวงพ่อก็มองหน้า  พูดว่า

...ปฏิบัตินะ ..... ใครปฏิบัติจริงไม่เห็นจะตายกันซักคน.....  .....  ทำจริง ได้จริง  ทำเล่น ได้เล่น.....

 

สุดยากเย็นแสนเข็ญก็จะขอฝ่าฟัน

 

        แม้ว่าจะเคยนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมมาบ้างแต่ก็ปล่อยวางเรื่องเดิมๆ ไปหมด  ตั้งใจปฏิบัติเอาเฉพาะตามที่หลวงพ่อสอนคือ  จับลมหายใจเฉยๆ  ไม่มีคำบริกรรมใดๆ  ตามรู้อิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน  นอนนั้นทำได้น้อยหน่อย  คือพยายามตามรู้โดยตลอดเท่าที่จะทำได้

        คนเป็นโรคภัยไข้เจ็บหลวงพ่อท่านชี้ชัดให้ยืน  ยืนให้มากกว่าทุกอิริยาบถ  ก็ยืนตามที่ท่านแนะนำ

        กำลังใจที่สำคัญในชีวิตก็คือลูกชาย  นึกถึงคำพูดของลูกที่ว่า

...ม๊า...  ..ม๊าอย่าเป็นอะไรนะ  ถ้าม๊าเป็นอะไรแล้วลูกจะอยู่กับใคร...

ความเจ็บป่วยของร่างกายก็มากพออยู่แล้ว  แต่นึกถึงลูกทำให้ต้องกัดฟันสู้  พอเริ่มก็สู้ไม่ไหว  จากยืนห้านาทีสิบนาทีมันก็เจ็บปวดมากแล้ว  ก็ล้มหัวฟาดตึ้งในห้อง  คิดว่าหัวแตกแน่แต่ก็ไม่แตก  ลุกขึ้นมายืนต่อ  จนห้านาที่  สิบนาที  สิบห้านาที  เรื่องอาหารการกินก็จำกัด  กินได้แต่ต้มผักซีอิ๊วใส่พริกเป็นเวลาสองปีเต็มๆ  กินอยู่อย่างนี้  พี่หนู หน้าวัดมาต้มให้ทุกวัน  ไม่เคยลืมบุญคุณเขาเลย 

 

        อีกอย่างได้เจอ แม่ชีปฐมวรรณ หรือแม่ชีรจนา  ที่รู้จักกันในนาม แม่ชีระลึกชาติ ได้ซึ่งอยู่วัดชายนา ตอนแรกไม่รู้จักท่าน  พอท่านมาถึงวัดก็ไปหาเสื่อหาที่พักให้ทั้งที่ไม่รู้จัก  ท่านมองดูแม่ชีแล้วก็บอกว่า 

เอ้อ  ขอบใจนะชี  มีน้ำใจนะ พูดพร้อมกับจับมือแล้วบอกว่า .....สร้างความเพียรนะ  หาย.... 

เอ้า  แม่ชีคนนี้ทำไมทักอย่างนี้  ก็เอ๊ะใจ ถามคนอื่นว่าแม่ชีนั่นน่ะใคร  เขาก็ว่าแม่ชีปฐมวรรณหรืออีกชื่อหนึ่งว่าแม่ชีรจนา  เป็นแม่ชีระลึกชาติได้  ไม่รู้เหรอ  เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกำลังใจสำคัญซึ่งมากระตุ้นให้แม่ชีใจดีขึ้นและคิดว่า  ยังไงเราก็คงมาถูกทางแล้ว

 

เป็นบ้าเป็นหลัง

 

แม่ชีบอกว่าเรื่องธรรมะนี้รู้มาน้อย  การศึกษาก็แค่ ป.๗  ภาษาแบบนักปฏิบัติก็พูดไม่ค่อยเป็นเหมือนคนอื่นเขา  รู้แต่ว่าเวทนาก็คือความรู้สึกร้อน เจ็บปวด  เป็นทุกข์ทางกายนี่แหละก็ดูมันไป

อิริยาบถยืนนี่เวทนามาก  ประมาณยี่สิบนาทีนี่เริ่มร้อนแล้ว ฝ่าเท้านี้เริ่มร้อนแล้ว  เราก็จับเวทนาตัวนั้น

การปฏิบัติอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจอะไรได้โดยง่าย  เวลาผ่านไปเป็นแรมปีก็ยังไม่คืบหน้า  เกิดความท้อถอยนับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ไม่เคยเลิก    

        แล้วนอนพักวันละกี่ชั่วโมงครับ ผู้เขียนเรียนถาม

        กลางวันจะพัก  ส่วนมากแม่ชีจะทำกลางคืน อากาศมันก็เป็นใจด้วย  ก็ลงมาช่วยเขา(งานวัดและงานครัว)  พอมาปี ๔๘ นี้เริ่มมาช่วยเขาได้แล้ว  การปฏิบัตินี้ควบคู่ไปกับการรับประทาน ยาสมุนไพรปลาไหลเผือก ตามที่หลวงพ่อแนะนำด้วย  ปี ๔๗ ยังไม่ดีขึ้นมาดีปี ๔๘ นี่

        อาการดีขึ้นมันเป็นยังไงครับ

        จากที่มันปวดข้อปวดกระดูก  จากที่มันบวม  รู้สึกว่ามันไม่ค่อยปวด  เท้าที่ยืนแต่ก่อนบวมต่อมาก็ไม่บวม

        ตอนนั้นเวทนายังไม่ผ่าน

        ยัง  ก็ต้องเลิกทำ  มันยังไม่ผ่านไม่พ้น  ยังเจ็บๆ คาๆ อยู่แค่เข่าแค่น่องอะไรประมาณนี้

        ปี ๔๗ นี่ได้อย่างมากกี่ชั่วโมงครับ

        โอ่  ครึ่งชั่วโมงก็ใหญ่(มาก)แล้ว

        แล้วปี ๔๘ ล่ะครับ

        ๔๘ เริ่มแล้ว  เริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ  ได้ชั่วโมง  ชั่วโมงครึ่ง  จนได้มาสามชั่วโมง  แล้วก็มา เนสัชชิก(ปฏิบัติทั้งคืนโดยไม่นอน) ตลอดคืนได้ ปลายปี ๔๘ ต่อ ๔๙

        ตอนที่ผ่าน ๒ ชั่วโมงนี่ก็ยังไม่ได้ข้ามเวทนาใช่ไม๊ครับ

        ไม่ข้าม

        หมายถึงว่ายังไม่เห็นสภาวะเกิดดับ

        ยัง  ไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน

        แต่มันก็ดีขึ้น

        ค่ะ  ดีขึ้น  แต่เวทนาไม่ขาด  เรายังเลิกเพราะเราทนไม่ไหว

ช่วงที่ท้อนี่เป็นยังไงบ้างครับ

        มันเจ็บ  ไอ้เรื่องเจ็บนี่ทรมานมาก  ถอยมาหลายครั้งแล้ว  ไม่ใช่ว่าไม่ถอยนะ

        เวลาทรมานมากจิตใจเป็นยังไงครับ

        จะตะโกนในอกตัวเอง  ฉันจะสู้.....  ตายเป็นตาย..  ถ้าตายก็ตายไม่ทุรนทุรายเหมือนตายทั่วไป

        มีอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ

        มันมีแบบอาการสังขารปรุง  หลวงพ่อบอกว่าสังขารปรุง  เกิดอาการมือหงิกปากเบี้ยว  ร้องลั่นออกมา บางทีล้มลง  พอไปส่งอารมณ์ไปถามหลวงพ่อๆ บอกว่าสังขารปรุง  สูดลมเข้าไปตัดสิ  ลมมันช่วยได้ทุกอย่าง  ตอนหลังพอมันเริ่มปรุงก็สูดลมเข้าไปตัดแล้วก็หาย  ก็ไปส่งอารมณ์ประจำ  บางทีก็ไม่ต้องบอกท่าน  พอขึ้นไปสวดมนต์อธิษฐานในใจว่าอยากรู้ข้องใจอะไร  ท่านก็จะพูดมาตรงกับที่อยากรู้

        มี  สภาวะการเข้าถึงจิตเกิดขึ้นไม๊ครับ

        การเข้าถึงจิตเคยถาม  เดินนี่เจ็บมาก  หัวใจเหมือนเข็มเป็นร้อยๆ ที่มันแทง  ดึกๆนี่ใบไม้หล่นแป๊กเดียวมันมันดังเหมือนกับว่าระเบิด  ใจมันจะแหลกแล้ว  สั่นมาก  เจ็บมาก  ถามแม่ชีอาวุโสว่าหนูเป็นอะไร  อาการนี้เป็นอะไร  ท่านก็ว่า  อ๋อ  มันเจ็บมันปวดก็ดูมันไปสิ  ส่วนแม่ชีสุนีย์ ตอบว่า  โอ๋...  ดีใจเถอะ  นั่นน่ะเข้าฐานจิตแล้ว  ก็บอกว่า  แม่...  หนูจะตายอยู่แล้วมันเข้าฐานจิตยังไง  พูดก็ไม่ได้แล้ว  ขยับเขยื้อนก็ไม่ได้แล้ว  ก้าวเท้านี่เสียวแปล๊บขึ้นมาเลย  ท่านก็ว่า  นั่นแหละ...  เข้าฐานจิต  นั่นน่ะดีนะ  แสดงว่าเอ็งปฏิบัติใช้ได้แล้ว  แม่...หนูจะตายอยู่แล้ว  ช่วยบอกวิธีแก้ที  แม่ชีสุนีย์บอกว่าเอายังงี้สิ  ยกมือขึ้นลงให้จิตไปจดจ่อกับการเคลื่อนไหว  ก็ทำตามท่านว่ามันก็ดีขึ้นจริงๆ นะ

 

ปล่อยวางความยึดเรื่องการตั้งเวลา

 

        การตั้งเวลาปฏิบัติมักจะทำให้จิตของผู้ปฏิบัติข้องยึดอยู่กับเวลา  บางทีก็รอคอยอยู่ลึกๆว่าจะถึงเวลานั้นแล้วจะเลิกปฏิบัติ  หลวงพ่อจึงให้แม่ชีเลิกจับเวลา  แม่ชีเล่าว่า

ณ เวลาที่ยืนนั้นเราก็จดจ่ออยู่กับการร้อน  ดูที่มันจะขึ้นมาแค่ไหน  จิตเราต้องมุ่งมั่น  ตายเป็นตาย  จากเดือนเป็นปี ๔๘ - ๔๙  ยืนแต่สามทุ่มถึงตีห้าเช้ามืด  เพิ่มขึ้นมาเป็นครึ่งชั่วโมง  เวทนาก็ยังมีอยู่  เพิ่มขึ้นเป็น ๔๐ นาที  จากนั้นไม่ดูนาฬิกา  เคยดูนาฬิกาแล้วจิตเราจะจดจ่อพอถึง ๑ ชั่วโมงจะเป๊ะเลย  หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องดู  ไม่ต้องไปคำนึงว่าเวลาตอนนี้เท่าไหร่  เหมือนเราใส่ข้อมูลให้ตัวเองใหม่  เราจะไม่ดูและไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

 

จิตพลิก...  พบเคล็ดลับสำคัญ

การตั้งใจชอบ

 

       เหตุผลในใจคนเราไม่เหมือนกัน  บางคนอาจคิดว่าไม่มีอะไรจะห่วงแล้ว ตายก็ยอมตาย  ก็ไม่เอา  ท้อแล้วไม่สู้  แต่แม่ชี ในจิตใจมีอยู่แค่ว่า  ต้องอยู่ให้ได้  หรือถ้าตายก็ต้องตายอย่างไม่ทุรนทุราย

       นั่นเป็นกำลังใจในเบื้องต้น ทั้งที่ได้จาก ลูก น้องสาว หลาน แม่ชีปฐมวรรณ และหลวงพ่อ  เวลาแรมปีก็ผ่านไปแล้ว  แม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็ยังไม่ลุล่วงผ่านเวทนาซะที  ทำให้แม่ชีหันมาพิจารณาคำพูดของหลวงพ่อ

เราคิดว่าเราชอบมันซะ  อย่างที่หลวงพ่อพูดมาคำหนึ่งคือ  ตั้งใจชอบในสิ่งที่เราปฏิบัติ  ตั้งใจชอบในสิ่งนั้นๆ  พิจารณาไปก็เหมือนจิตจะพลิกมารู้และเข้าใจอะไรบางอย่าง  มองดีๆ ก็จะพลิกมาเป็นชอบ  ไม่ได้เปลี่ยนซะทีเดียว  ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนมาชอบทันที  วางเรื่องอื่นๆ  ปฏิบัติคือปฏิบัติ  สร้างความเพียร  หันจิตมา  ความเพียรที่จะต้องชอบ  ถ้าเราชอบกับความลำบากได้จะคุ้ม 

ทำจริงไม่มีใครตายกับการปฏิบัติ...  คำของหลวงพ่อยังก้องอยู่  ยิ่งรู้ว่าหลวงพ่อให้กำลังใจยิ่งสู้  จิตเหมือนคนบ้าระห่ำ  ทำจริง  ปฏิบัติจริง  ไม่มีใครตายเพราะการปฏิบัติ...  นั่นเป็นส่วนกำลังใจสู้  แต่ในส่วนการปฏิบัติก็คือปฏิบัติ  ไม่ได้ไปคิดเพราะอย่างนั้นอย่างนี้  ต้องหันมาชอบกับการยืนเป็นดีที่สุด

       ต้องหันมาชอบในการที่จะยืน  เจ็บแค่เจ็บ  ไม่ต้องไปตามรับรู้มันว่าเจ็บมากเจ็บน้อย  พอเราจับถูก  จริงๆแล้ว  เจ็บคือเจ็บ  จิตพลิกมาตรงนี้  บางที่ถ้าเจ็บเข่าขวาก็มาดูเข่าซ้าย  ความสนใจเข่าขวาก็น้อยลง  เมื่อเราไม่ให้ความสำคัญกับมันๆก็จะเฉยไป  เรายังรับรู้อยู่แต่ไม่ไปตามปรุงแต่งว่าทนไม่ได้แล้ว

       ในที่สุดก็เริ่มจับจุดนี้ได้...

       ผู้เขียนได้เรียนถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

        แม่ชีช่วยกรุณาอธิบายจุดเปลี่ยนความรู้สึกนี้หน่อยครับ

       โอ้โห  ตอนแรกแม่ชีก็ท้อนะ  โอ๊ย เจ็บปวด  โอ๊ย  ไม่ไหวแล้ว  โอ๊ย  ต้องพิงฝาแล้ว  อะไรประมาณนี้  แต่จุดหนึ่งที่แม่ชีสู้  ก็เห็นหน้าลูกนี่แหละ  ต้องให้ผ่าน  จิตตัวตั้งว่าเราต้องชอบ  ทีนี้เรามาพลิกความรู้สึกว่าเราอย่าไปกลัวการเวทนาที่เกิดขึ้น  เราต้องเปลี่ยนความรู้สึกใหม่  เหมือนกับใส่ข้อมูลในตัวเราใหม่ว่า  เราต้องรักในการที่จะทำจะปฏิบัติ  รักในการที่จะยืนแล้วมันจะเปลี่ยนความรู้สึกของเราค่ะ  จากที่มันเจ็บปวดเวทนา  เอ๊ะ  มันก็เปลี่ยนไปได้เน๊าะ

จากที่จิตเราบอกว่ามันไม่ไหวก็คือไม่ไหว  ตัวนี้แหละตัวแรง  ต้องลบ  ต้องลบข้อมูลตัวนี้เลย  แม่ชีพยายามอยู่ตั้งหลายปี  ตั้งสี่ปี  จนมาเริ่มเข้าที่เข้าทางคือสับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองคืออย่างนี้มันไม่ได้แล้ว  ต้องเปลี่ยนใหม่ซึ่งหลวงพ่อพูดตรงพอดี  หลวงพ่อบอกว่าการปฏิบัติน่ะเราจะต้องรักการที่จะปฏิบัติ  ถ้าจิตที่ว่าไม่ชอบเกิดขึ้นแล้วมันเหมือนกับต่อต้านอยู่  แต่ถ้าเราชอบแล้วมันจะไม่ไปขวางกั้นหรือเก็บกดไว้  เราชอบที่จะปฏิบัติ  เราเอาความชอบเข้าไป  จริงๆที่ว่ามันเจ็บมันปวดทนไม่ได้นี่ความรู้สึกสั่งเรา  เจ็บแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว เลิกเหอะ  มันมาจากเรา  แต่จริงๆถ้าเราสับเปลี่ยนการปฏิบัติว่าเราต้องรักต้องชอบที่จะปฏิบัติ  ตรงนี้จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกในใจของเรา

        เปลี่ยนยังไงครับ  เช่นมันปวด  คงไม่มีใครชอบปวด  แล้วจะเปลี่ยนได้ยังไงครับ

       ไม่ใช่ว่าเราชอบปวด  แต่ว่าเรามาสับเปลี่ยนว่า  พอเรายืนนี่  พอมันร้อนขึ้นมา  เราก็ไม่ต้องไปจดจ่อกับมัน  อาการที่เกิดขึ้นก็ให้มันเกิดไป  เราก็รู้อยู่แต่จะไม่ไปเสริมว่าเจ็บมากเจ็บน้อย  เจ็บก็คือเจ็บ  ไม่ต้องไปใส่ว่าเจ็บมาก  ไม่ต้องไปใส่ว่าเจ็บน้อย  แม่ชีเอาอย่างนั้น

 

แสนสาหัส

โอ้ว่า.....เวทนาหนอ..

 

        แม่ชีกรุณาเล่าถึงสภาวะที่ผ่านเวทนาด้วยครับ

 ประมาณปี ๔๙ ที่มายืนได้ตั้งแต่สามทุ่มถึงตี ๕  เขาเรียกว่า เกิดดับได้สามครั้ง  คือประมาณซักสามชั่วโมงกว่าๆ  คือเวทนาเกิดขึ้นคือมันร้อน  มันร้อนเหมือนอยู่ในกองไฟเลย  จากที่คนผอมๆนี่  เหงื่อไม่มี เหงื่อไหลเลย ร่องหลังนี้ ฝ่ามือนี่เหงื่อไหลเลย  มันร้อนไล่ขึ้นมาจากฝ่าเท้ามันเหมือนทั้งขาเราเลย  ขึ้นมา  มันปวดมาก  หลวงพ่อว่าชนิดที่ว่ามันถึงที่สุดแล้วมันจะออกได้  ออกตาก็ได้  ออกหูก็ได้  ออกกระหม่อมก็ได้  ออกได้ทุกที่  เมื่อมันถึงที่สุดของมัน  แม่ชีก็ทำ  ดูซิว่ามันจะไปถึงไหน  ขึ้นมานี่  แก้มนี่บึ๊กๆๆ เหมือนจะฉีก  ลูกกะตานี่บึ๊กๆๆ  มันร้อนมันปวด  ความรู้สึกจากที่ขานี่เราลืมไปแล้ว  มันไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวดแล้วที่ขานี่  นั่นคือประมาณสามชั่วโมงกว่า  ของแม่ชีนี่อยู่ๆ มันก็ดันบึ๊ก...เหมือนขวดที่เปิดจุกน่ะ  เย็นวาบ  แล้วก็ ณ เวลานั้นน่ะ  มันปวดท้องจะถ่าย  ปวดท้องฉี่จะราด  โอ้โห  สารพัดเลย ณ เวลานั้นที่มันเป็นนะ  แต่มันเย็น  เบาสบายโล่งหมด  ประมาณซักสิบนาทีรึยี่สิบนาทีก็เข้าสู่สภาพเดิม  แม่ชีก็ทำใหม่เริ่มต้นใหม่อีก  ดูใหม่  ดูลมใหม่สูดลมใหม่  พอเริ่มจากร้อนใต้ฝ่าเท้าแม่ชีก็เริ่มต้นใหม่  คือจะได้สามครั้ง  ที่รู้ว่าตี ๕ นี่คือเขาลุกมาหุงข้าวต้ม..

        แล้วมันขึ้นเหมือนเก่าไม๊ครับ

        ขึ้นเหมือนเก่า  แต่พอตอนหลังนี้มันจะเบาแล้ว  มันเหมือนกับว่าเราเดินทางนี้อยู่ประจำ  เราหลับตาเราก็เดินถูกแล้ว  จากนั้นมาไอ้ที่มันร้อนวูบวาบแล้วล้มตึงอะไรแบบนี้ก็ไม่เป็น  มันก็จะเบาขึ้นๆ  แต่ว่าพอเราถอนจากสมาธิที่เราจะเลิก  ขานี่มันเหมือนท่อนไม้ดีๆนี่เอง  มันอยู่ประมาณซัก ๑๐ หรือ ๑๕ นาที ถึงจะคลายออกเป็นธรรมดาได้  หลวงพ่อบอกว่า  นั่นน่ะ  คนมันจะล้มได้ก็ตรงนั้น  เวลาจะถอนสมาธิก็สูดลมลึกๆตัดเข้ามา ๓ ครั้ง ๕ ครั้ง  หลวงพ่อให้ใช้ลมตัด  เมื่อเราคลายดีแล้วค่อยๆย่อเข่าลงไปทีละข้าง

        คำว่าตัดนี่หมายถึงตัดความร้อนนี่เหรอครับ

        ตัดไอ้พวกชาๆนี่ค่ะ  สูดลมเข้าไป  สามครั้ง  ห้าครั้ง  เจ็ดครั้ง  ก็ตามแต่  รู้สึกมันจะเหมือนวิ่งผ่านตัวเราลงไปถึงปลายเท้า  อาการชาจะค่อยๆคลายเข้าสู่ปกติ

 

อัศจรรย์  ไม่พบเชื้อมะเร็ง

 

        หลังจากที่ผ่านเวทนาของการยืนนิ่งแล้ว  อาการของโรคมะเร็งก็ไม่มีอีกเลย  แม่ชีก็กลับสุขภาพดีมีกำลังวังชา  ดูมีสง่าราศีผิดกันเป็นคนละคน  ผู้เขียนจึงเรียนถามความรู้สึกว่า

        ในความคิดเห็นของแม่ชีเองนี่  คิดว่าทำไมมันถึงหายจากโรคมะเร็ง  มันหายเพราะอะไรครับ

       ถ้าพูดตามเรื่องจริงนี่แม่ชีก็งง  นี่เราดีขึ้นได้ยังไง  พอไปหาหมอหมอเช็คไม่เจอเชื้อแล้วนี่  ร้องไห้โฮเลย  กลับมาหาหลวงพ่อก็ร้องไห้โฮเลย  เป็นไปได้ยังไง  ยาเราไม่ได้กินแต่เรากินปลาไหลเผือกแล้วก็ปฏิบัติอย่างนี้

        มันร้อนนี่มันร้อนยังไงครับ

        เหมือนยืนในกองไฟชัดๆ เลย  เหยียบบนถ่านไฟงั้นน่ะร้อนๆ 

        ข้างบนนี้ร้อนเท่ากับข้างล่างไม๊

        เท้านี่มันจะหนักกว่า  พอร้อนมากเต็มที่แล้ว  มันขึ้นมา  มันมีความรู้สึกว่าที่เท้านั้นน่ะมันไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น  มันเป็นความว่างเปล่าเงียบเฉยไป  เราก็จับไอ้ที่มันร้อนขึ้นมา  ที่มันไล่ขึ้นมา

        อาจารย์บอกว่าสองชั่วโมงเวทนามันจะขาด

        แต่แม่ชีไม่ขาด

        หรือว่ามันจะเป็นที่เท้าแล้วแต่ยังไล่ชะล้างอีก

        อาจจะเป็นไปได้  คือแม่ชีรู้สึกว่าสิ่งที่ร้อนๆ นี่มันจะไปเผาผลาญโรคภัยไข้เจ็บ  เหงื่อออกมา  จากที่ผอมๆนี่มีเหงื่อออก  เหมือนกับเอาความร้อนไปเผาผลาญออกมา

        ไม่มีการเห็นนิมิตสีแสงอะไรเลยเหรอครับ

        ไม่มี  จิตอยู่กับเวทนาตลอด

        ไม่มีการหลบจิตไปทางไหน

        ไม่มีค่ะ

 

ติดสุข

 

        ในเรื่องของอิทธิฤทธิ์นั้นแม่ชียอมรับว่า  เคยมีความติดใจและฝักใฝ่มาบ้างเหมือนกันแต่เมื่อมาปฏิบัติกับหลวงพ่อแล้วก็ปล่อยวางความสนใจในเรื่องนี้ไป  แต่ความสงบนั้นบางครั้งเป็นเองดังที่ท่านเล่าว่า

มีอยู่ครั้งหนึ่งเข้ากรรมฐาน ๙ วัน   จะใช้ออกมาเดินแล้วก็ยืนแล้วก็ค่อยไปนั่งในกุฏิเพราะว่ายุงจะได้ไม่กัด  ก็ ..เผลอไปสองวันกะสองคืน...  นั่งอยู่  หูได้ยินนะ ห่านก็ร้อง  กิ่งไม้ลงหลังคาก็รู้เรื่อง  มันเหมือนแป๊บเดียว  มันอยู่ได้ยังไงก็ไม่รู้  แม่ชีอุ๊ไปเขย่าประตูคงคิดว่าป่านนี้เป็นลมตายแน่เลย  ก็เลยรู้ว่านี่มันสองวันแล้วเหรอ..

        แล้วหลวงพ่ออธิบายว่ายังไงครับ

        พอจะไปส่งอารมณ์หลวงพ่อพูดออกมาเลย  ...ไอ้พวกติดสุข  กรรมฐานแช่เย็น  มันจะเป็นฌาน  มันจะเป็นฤาษีกันไปซะแล้ว..

        ตอนนั้นจิตจับอะไรครับ

        ตอนแรกจับลมแล้วก็นิ่งเงียบไป

 

ยังคงปฏิบัติต่อไป 

ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

        ทุกวันนี้  แม่ชีเองก็ยังคงปฏิบัติต่อไป  ไม่ได้สำคัญว่าตนเองได้บรรลุธรรมแค่ไหนหรือขั้นใด  รู้แต่ว่ายังคงต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆ

        แม่ชีตัดสินใจโกนผม  บวชอย่างถาวรเอาเมื่อไหร่ล่ะครับ

        ก็ตอนที่ทั้งน้อง ทั้งลูก  มาร้องไห้  เขาบอกว่าถ้าอยู่ทางนี้สบายใจขึ้นก็อยู่ไปเถอะ  ก็เลยอยู่  เคยคิดว่าจะสึกก็มีบ้างเหมือนกัน  แต่แค่คิดเท่านั้นก็เหมือนอุปทาน  นอนนี่กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้เลย  ปวดไปทั้งตัว  พาไปหาหมอๆ ก็บอกไม่เป็นไร  ก็เลยยกมืออธิษฐานว่า  หลวงปู่อู่ทอง(พระพุทธรูปโบราณในวัด)  หลวงพ่อสุทัศน์  ถ้าลูกยังมีบุญอยู่ก็จะอยู่ต่อ  แล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ธรรมะเป็นของกลาง  ไม่ใช่ของใคร

 

        รูปแบบต่างๆของการปฏิบัติธรรม  อันที่จริงก็เพียงได้ชื่อว่าเป็นรูปแบบ  คนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอาจมีประสบการณ์อีกมากมายหลายอย่าง  ผู้เขียนเห็นว่าหากส่วนใดที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมากก็ควรบอกต่อกันไป

        ผลการปฏิบัติอันเกิดจากการอบรมสั่งสอนของหลวงพ่อสุทัศน์นั้น  ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่าควรแก่การถ่ายทอดบันทึกไว้  เพื่อผู้สนใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติ ผู้จมอยู่ในความทุกข์ และผู้แสวงหาทางออกของปัญหา จะได้นำมาพิจารณาว่าควรแก่ประโยชน์แห่งตนหรือไม่

        การปฏิบัติอย่างนี้เป็นไปตามหลักมหาสติปัฏฐานของทางพระพุทธศาสนาโดยแท้  หลวงพ่อไม่ได้บัญญัติเพิ่มเติมหรือค้นพบวิชาเฉพาะอันใด  ยังมีความรู้อีกมากมายที่ผู้ปฏิบัติธรรมได้ค้นพบ  แต่ท่านเหล่านั้นจะเผยแผ่บอกต่อให้รู้กันหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านว่า  จะเป็นไปเพื่อประโยชน์อันยั่งยืนต่อคนในแต่ละยุคหรือไม่เพียงใด 

        การที่ผู้ปฏิบัติหายจากโรคได้ด้วยการยืน  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในแวดวงของชาวพุทธผู้ฝักใฝ่ในการปฏิบัติบูชา  จึงไม่ควรที่จะถูกจำกัดว่าเป็นทฤษฎีหรือหลักวิชาของผู้ใดผู้หนึ่งแล้วอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของตนเพื่อแสวงหาประโยชน์  เพราะธรรมะของพระพุทธองค์นั้นนอกจากจะเป็นของชาวพุทธแล้วก็ยังเป็นของสรรพสัตว์ด้วย

        ในโลกของเรานี้มีประเทศไหนบ้างที่ไม่มีคนตายด้วยโรคมะเร็ง  ยังมีโรคร้ายที่น่ากลัวอีกมากมายที่คร่าชีวิตผู้คน  ในขณะที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไปไม่ถึงการควบคุมความปลอดภัยในระดับที่ดีได้  ไม่แน่ว่าการยืนอาจเป็นคำตอบหนึ่งของโลกในศตวรรษนี้  ไม่แน่ว่าวิถีชีวิตของคนในยุคต่อไปอาจจะต้องกลับมารื้อฟื้นอิริยาบถการยืนกันใหม่อย่างจริงจังก็เป็นได้

        ฉะนั้น นอกจากท่านสามารถปฏิบัติเองได้แล้ว  หากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดการปฏิบัติที่มากกว่านี้  ได้โปรดติดต่อกับหลวงพ่อหรือแม่ชีที่วัดกระโจมทองโดยตรง  โทร. ๐๘๖ - ๕๗๕๒๔๐๘  ขอเรียนว่าหลวงพ่อมีเมตตาแนะนำให้ฟรีๆ โดยตรง  มิได้มอบหมายให้ผู้ใดหรือหน่วยงานใดมาจัดการให้  มิได้เป็นกิจกรรมอันมีวัตถุประสงค์ในการแสวงหารายได้เพื่อกิจการใดหรือแอบแฝงด้วยพุทธพาณิชย์ใดๆทั้งสิ้น 

        เพราะธรรมะเป็นของกลาง

 

เว็บไซด์วัดกระโจมทอง u 

 

ไผท  ต้นลำธาร เรียบเรียง

         (บทความนี้ : ผู้เรียบเรียง ยินดีเผยแผ่สู่สาธารณชน หากท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นประโยชน์ จะถ่ายทอดบอกกล่าวต่อ หรือ แปลเป็นภาษาอื่น ผู้เขียนก็ยินดีขอร่วมอนุโมทนากับท่านด้วย)

 

 

 

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 01 พฤษภาคม 2012 เวลา 06:44 น.)