ลี้ลับสองฝั่งโขง...

ก่อนอื่น ขอยกเอาเรื่องราวของการระลึกชาติซึ่งเล่าขานจนเป็นที่รู้จักกันดีในแถบลุ่มน้ำสองฝั่งโขงมาเป็นเรื่องกล่าวนำ คือเรื่องของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรี บางระจัน จ.สิงห์บุรี ผู้มี อตีตังสญาณ และคุณธรรมสูงส่งที่คนไทยเคารพรัก  ท่านจำอดีตชาติได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว นอกจากนี้ยังระลึกย้อนไปอีกไกลถึงสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งได้ร่วมทำบุญตักบาตรพระอรหันต์เจ้า ๕๐๐ รูป เมื่อคราวทำปฐมสังคายนา และยังเคยช่วยในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธองค์ด้วย ในลำดับต่อมาไม่ว่าเกิดในแคว้นใด ที่ไหน เป็นใคร และตายเมื่อใดก็จำได้หมด และที่สองฝั่งโขงนี้ได้ท่องเที่ยววนเวียนเสวยภพชาติมาไม่น้อยเลย

ในชาตินี้ท่านมาเกิดกับพี่ชายในอดีตซึ่งเคยรักและตามใจน้อง พอตอนอายุราว ๑๐ ขวบ ถูกพ่อเฆี่ยนตีก็ถึงกับตะโกนว่าพ่อว่า

พ่อโกหก พ่อโกหก

พ่อสงสัยจึงถามว่า

ทำไมลูกพูดแบบนี้

ทีแรกท่านไม่ยอมบอกแต่พอแม่เข้าไปปลอบถามว่าทำไมจึงได้เล่าเรื่องอดีตชาติให้แม่ฟังว่า

พ่อไม่รักษาคำพูด ว่าจะไม่ทอดทิ้ง ไม่ตี ไม่ดุ แต่พ่อยังหลงตีลูกอีก ตีลูกก็ถูกน้องชาย น้องชายมาเกิดด้วยพี่ชายก็ไม่รู้จัก

เรื่องพระไตรปิฏกนี้แม้ไม่ได้เรียนก็รู้และจำได้ไม่ลืมเพราะได้ เรียนรู้ คัดลอก ท่องจำ สร้าง และชำระ มาหลายภพชาติแล้ว

สำหรับเศษกรรมเรื่องผู้หญิงยังได้บอกเล่าไว้เป็นธรรมสังเวชว่า ในชาติหนึ่งนั้นเป็นชายหนุ่มที่นึกพอใจหญิงสาวบ้านใกล้เคียงจึงเข้าไปพูดคุยด้วย แต่ถูกฝ่ายหญิงพูดลำเลิกท้าวความไปในอดีตชาติว่า

ในชาตินั้นท่านเป็นผู้ทำให้ดิฉันถูกทุบตี ถูกจับผูกทรมานให้อดอาหารจนท้องกิ่วตาย พอมาชาตินี้จะมารักดิฉันทำไม

ต่อมาท่านระลึกได้ว่า ในอดีตหนึ่งนั้นเป็นสมภารเจ้าวัด วันหนึ่งขณะนอนป่วยได้มีสุนัขตัวเมียได้มาลักลอบกินอาหารที่เด็กวัดเก็บไว้ ท่านร้องบอกเด็กวัด พวกเด็กวัดจึงไล่ตีแล้วจับไปผูกไว้กับรั้วให้ห่างจากที่สมภารนอนป่วย ด้วยความที่เด็กวัดห่วงแต่ความเจ็บป่วยและยุ่งยากวุ่นวายกับการมรณภาพของสมภาร ทำให้ลืมนึกถึงสุนัขทำให้มันต้องอดอาหารและตายลงอย่างทรมาน เมื่อมาระลึกได้อย่างนั้นจึงทำให้ท่านเกิดความสลดสังเวชใจยิ่งนัก

..หลวงปู่เคยเล่าเอาไว้ว่า... ไม่ต่ำกว่า ๗ ชาติมาแล้วที่ท่องเที่ยวเสวยภพชาติอยู่สองริมฝั่งโขง...

เรื่องที่ ๑ น้องน้อย(คุณทวดลอยระลึกชาติ)

เรื่องน้องน้อยนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันดีของชาวบ้านในละแวก ตำบลนาคูและตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานราวสามชั่วคนแล้วแต่ก็เป็นเรื่องราวที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง มีพยานรู้เห็นกันมากและก็ยังฝังอยู่ในความทรงจำของลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากคุณทวด ลอย

คุณยายทวด ลอย ท่านมีเชื้อสาย ชาวผู้ไท(หรือภูไท) ซึ่งสืบเชื้อสายมาทางเมืองวังฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เดิมนั้นเล่าขานกันว่าอพยพลงมาจากนาน้อยอ้อยหนู ก่อนที่ท่านจะอพยพมาอยู่บ้านหว้าน ตำบลนาคู นั้น ท่านอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเหล่านายอซึ่งอยู่ใกล้เมืองวังอันเป็นถิ่นเมืองคนผู้ไทที่อยู่ติดกับเมืองลาว มาอยู่ประเทศไทยสมัยที่เริ่มมีพระราชบัญญัติให้ใช้นามสกุล

เรื่องราวของคุณทวดนั้นนอกจากจะรับฟังจากคำบอกเล่าของท่านเองแล้วก็ยังได้รับคำยืนยันจากชาวบ้านที่เป็นบ้านเดิมคือคนบ้านเหล่านายอและคนที่อพยพมาบ้านหว้าน เพราะความหลังของท่านนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ ทั้งเป็นเรื่องที่ลี้ลับพิสดาร น่าสงสาร และน่าประทับใจ

ท่านเกิดมาในครอบครัวชาวไร่ชาวนาธรรมดาที่หมู่บ้านเหล่านายอที่อยู่ฝั่งซ้าย พอจำความได้ ท่านก็พร่ำพูดถึงแต่เรื่องราวในอดีตชาติ ในชาตินี้พ่อแม่ตั้งชื่อให้ท่านว่า ลอย แต่ท่านบอกว่าชาติก่อนนั้นท่านชื่อ ลา อยู่กับพ่อแม่และพี่สาวซึ่งอยู่หมู่บ้านในคุ้มที่ไกลกันออกไป พอพูดอย่างนี้แล้วก็รบเร้าให้พ่อแม่พากลับไปเยี่ยมบ้านเดิม

พ่อกับแม่สังเกตดูลูกก็เป็นคนสติสมบูรณ์ดีทุกอย่างซ้ำยังพูดจาฉะฉานกว่าเด็กทั่วไป หลายๆคนที่ได้ยินได้ฟังก็อยากจะพิสูจน์ความจริง พ่อแม่ก็เลยพาไปตามที่เด็กหญิงว่า

พอไปถึง เด็กหญิงลอยก็แสดงท่าทีว่าจดจำสิ่งแวดล้อมที่นั่นได้ทุกอย่างและคุ้นเคยมาก ไปที่บ้านของคนที่บอกว่าเป็นพ่อแม่เก่าแล้วก็พวกพี่สาว พอพบกันก็ทักทายได้ถูกต้องทุกคนเล่นเอางงไปตามๆกัน เธอพูดถึงเรื่องราวสมัยที่เกิดเป็นสาวลา บอกว่าเป็นน้องคนสุดท้องเกิดมาอาภัพเป็นคนขาลีบ มีโรคประจำตัว ไม่ได้แต่งงานกับใคร อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับพวกพี่ๆ รักและผูกพันกับพวกพี่สาวมาก เขาไปไหนๆก็ตามพวกพี่เขาไป ต่างฝ่ายต่างพากันอัศจรรย์ใจมากทั้งพ่อแม่เก่าและพ่อแม่ใหม่ มีการพิสูจน์คือเอาของใช้เก่าๆออกมาให้ดูหลายชิ้น เช่น พวกกำไล แพรพับ เสื้อผ้าและของใช้ต่างๆเด็กหญิงลอยก็ชี้ได้ถูกว่าอันไหนของเขา แม้กระทั่งที่อยู่ที่กิน หนทางไปมา เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แม้แต่เรื่องส่วนตัวเล็กๆน้อยๆก็ยังจำได้

นับเป็นเรื่องราวไม่คาดคิดที่ดูค่อนข้างอัศจรรย์และเหลือเชื่อแต่ทุกคนก็เชื่อ เพราะเรื่องที่บอกนั้นถูกต้องตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่มีใครอีกแล้วที่จะจดจำเรื่องราวมากมายทั้งหมดได้ละเอียดลออเท่ากับเจ้าตัวของเขาเอง ต่างคนต่างก็ร้องให้ด้วยความรักและคิดถึงกัน ก็ถือกันว่าเป็นพ่อแม่พี่น้องกันจริงๆ

เมื่อพวกพี่สาวถามถึงเรื่องราวของความตายและการเวียนกลับมาเกิด เด็กหญิงลอยก็ได้เล่าถึงเรื่องราวของชีวิตหลังความตายให้ฟังบอกว่า

เมื่อตายด้วยโรคฝีมะเร็ง เขาก็เอาไปฝังที่ป่าช้าก็อยู่ที่นั่น ที่ป่าช้านั้นจะอยู่กันเป็นหมู่บ้าน ซึ่งบ้านนั้นมีลักษณะเป็นรูอยู่บ้านใครบ้านมัน อยู่กันเยอะ เมื่อตายแล้วนี่วิญญาณก็ยังรู้ตัวดี ยังจดจำครอบครัวความหลังได้ทุกอย่าง ยังรักใคร่ผูกพันมีความโศกเศร้าโหยหาคิดถึงทุกคนทางบ้านเป็นที่สุดแต่ก็มาที่บ้านไม่ได้เพราะว่ามีผู้รักษาเขตมาห้ามไม่ให้เข้าหมู่บ้าน เวลาพวกพี่สาวเขาไปนาไปสวนก็วิ่งตามร้องเรียกพวกพี่ๆเขาก็ไม่ได้ยิน พูดกับเขาๆก็ไม่พูดด้วย เขาไม่รู้ไม่เห็น ก็เสียใจ เวลาเขาเดินกลับบ้านก็ตามหลังเขาไป พอไปถึงเขตบ้านก็มีผู้รักษาเขตมาห้ามไม่ให้เข้าไปกับพวกพี่ๆ

มีอยู่วันหนึ่ง พวกพี่ๆเขาพากันไปสวนเดินผ่านป่าช้าคิดถึงน้องก็ส่งเสียงเรียกว่า

ลาเอ้ย.. ไปสวนอ้อยกับพี่นะพี่จะเอาอ้อยให้กิน

ได้ยินเสียงพี่เรียก ดีใจที่สุด.. วิ่งตามพวกพี่ๆเขาไป เขาไปในสวนอ้อย พอเขาตัดเอาอ้อยเสร็จแล้วก็พากันเดินกลับแต่เขาไม่ได้เอาอ้อยให้ เขาลืม ก็ขอเขาๆก็ไม่ได้ยิน ทำยังไงๆก็พูดกันไม่รู้เรื่องเลยไปเขย่าต้นไม้ เขาตกใจกลัวกันใหญ่ว่าผีหลอกก็พากันวิ่งหนีก็วิ่งตามพวกพี่ๆ ตามมาจะเอาอ้อย ตามมาเรื่อยๆก็พอดีปลายแหลมของใบที่ยอดอ้อยทิ่มเข้ามาที่ตาเจ็บปวดมาก ก็เสียใจร้องให้กลับไปที่ป่าช้า

ถึงเทศกาลที่มีงานบุญเพ็ญเดือนแปดและเดือนสิบก็คือวันสารทซึ่งทางภาคอีสานจะเรียกว่าบุญข้าวสาก บุญห่อข้าว หรือบุญข้าวประดับดิน ชาวบ้านพร้อมใจกันทำบุญใหญ่อุทิศหาคนตาย ทั้งพ่อแม่และพวกพี่สาวต่างก็ตั้งใจทำอาหารห่อข้าวและทำขนมทำบุญอุทิศไปให้ลาน้องน้อยคนสุดท้องด้วยความคิดถึง วิญญาณของลาที่ป่าช้าก็ได้รับและได้กินของพวกนั้น

หลังจากนั้นก็รู้ตัวว่าจะถึงวาระมาเกิดก็มา มาด้วยกันกับวิญญาณอีกดวงหนึ่ง แต่มาแล้วก็หวนกลับไปสำรวจดูที่ป่าช้าอีกครั้ง ไปดูบ้าน ก็เห็นบ้านของวิญญาณอีกดวงที่มาด้วยกันว่าบ้านเขายังดีอยู่เขาก็เลยต้องอยู่ต่อ แต่ว่าบ้านของลาซึ่งเป็นรูของลานี่มันตื้นเขินขึ้นมาแล้วก็เลยมา มาอยู่กับพ่อแม่ใหม่ พอมาอยู่ก็มาเกิดเป็นเด็กหญิงลา เกิดมาชาตินี้มีอาการสามสิบสองครบถ้วน

หลังจากได้มาเยี่ยมพ่อแม่เก่าแล้วก็ยังคงอยู่กับพ่อแม่ใหม่แต่ก็มีการไปมาหาสู่กับครอบครัวเดิมโดยตลอด เมื่อคิดถึงก็กลับไปหาเยี่ยมเยียนกันและเรียกหากันตามฐานะเดิม พอโตเป็นสาวก็มีรูปร่างหน้าตาสวยมีหนุ่มมาหลงรักขอแต่งงานก็สู่ขออยู่กินกันตามประเพณี พออพยพมาอยู่ฝั่งไทยก็ได้ลูกชายก็คือคุณตาเกตุ สามีนั้นมีผู้คนนับหน้าถือตามากจนทางราชการได้แต่งตั้งให้เป็นคุณพระดูแลการปกครองอยู่ในละแวกนี้

เรื่องราวชีวิตหลังความตายและการกลับชาติมาเกิดนี้เป็นเรื่องที่คุณทวดลอยจดจำได้เสมอ ไม่ว่าตอนที่ท่านยังเป็นเด็กหรือโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือแก่ชราลงตามอายุขัยท่านก็ไม่เคยลืม เป็นความทรงจำที่กระจ่างชัดและพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง เพราะได้รับรู้ถึงสภาวะของการเวียนว่ายตายเกิด คุณทวดจึงเชื่อกฏแห่งกรรมและหมั่นเอาใจใส่ในการสร้างบุญสร้างกุศลอยู่เสมอทั้งยังได้สอนลูกหลานให้ตั้งอยู่ในคุณความดีสืบต่อๆมา

เรื่องที่ ๒ สัจจะสองกำพร้า

หมู่บ้านโพนสวาง ตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อราวๆหกสิบกว่าปีที่แล้วยังมีสภาพเป็นบ้านป่าแวดล้อมไปด้วยขุนเขาและป่ารกที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม อยู่ห่างจากเส้นทางการคมนาคม การติดต่อกับโลกภายนอกก็จะมีแต่การเดินทางโดยทางเกวียน ขี่ช้าง ขี่ม้า หรือไม่ก็เดินด้วยเท้าเท่านั้น

ณ ที่หมู่บ้านแห่งนี้ มีเด็กหญิงกำพร้าสองคนคือ เสงี่ยม กับ รูป (คำพื้นเมืองออกเสียงว่าลูบ)เป็นเพี่อนกันตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งสองเกิดในปีไล่เลี่ยกัน เสงี่ยมเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ รูปนั้นเกิด พ.ศ.๒๔๗๖ รูปอายุมากกว่าเพียงปีเดียว คบหากันเป็นเพื่อนสนิทมีความเห็นอกเห็นใจกันเพราะต่างก็มีสภาพที่เป็นเด็กกำพร้าว้าเหว่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากญาติผู้ใหญ่เรื่อยมาจนโตเป็นสาวอายุได้ ๑๗ ๑๘ ปี เวลาไปไหนมาไหนรูปกับเสงี่ยมก็มักจะไปด้วยกันไม่ว่าจะไปทำงานหรือว่าไปเที่ยวเล่น ใครๆในหมู่บ้านก็รู้ว่าเป็นคู่หูกัน

สภาพชนบทในภาคอีสานนั้นแม้ว่าในฤดูฝนถึงหน้านาฝนฟ้าชุ่มฉ่ำดีแต่พอตกแล้งน้ำตามไร่นาห้วยหนองคลองบึงก็แห้งขอดไปหมด มองเห็นแต่ผืนดินแตกระแหงสุดลูกหูลูกตาภายใต้เปลวแดดระยิบร้อนระอุ น้ำในบ่อที่ทางอีสานเรียกว่า น้ำสร้าง ที่ชาวบ้านตักมากินมาใช้นั้นก็อยู่ไกลและไหลช้า กว่าจะซึมออกมาให้พอตักได้ก็ต้องใช้เวลานาน ชาวบ้านจะไปเฝ้ารอตักน้ำหาบกลับมาบ้านหลายเที่ยวกว่าจะได้พอประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ ในบางช่วงเวลาที่แล้งหนักชาวบ้านถึงกับต้องเข้าคิวรอเฝ้าน้ำกันอยู่จนดึกดื่น

อยู่มาวันหนึ่ง รูปกับเสงี่ยมก็ชวนกันไปรอตักน้ำที่สร้างเจื่อนหรือบ่อน้ำเจื่อนที่นอกหมู่บ้าน พอหาบถังเปล่ามาถึงบ่อน้ำเห็นน้ำในบ่อยังมีอยู่น้อยก็พากันวางถังเปล่าที่หาบมานั้นลงเพื่อรอคอย ..แดดในยามบ่ายแผดเผาร้อนเหงื่อไหล เห็นใต้ต้นไทรที่จอมปลวกใกล้ๆนั้นมีร่มไม้เย็นดีก็ชวนกันไปนั่งพักรอ นั่งพักไปก็คุยกันไป คุยไปคุยมาก็วกเข้ามาหาเรื่องความตาย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งสองนึกไปถึงพ่อแม่ ไปถามใครๆเขาก็บอกว่าตายไปแล้ว ตายไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ไปอยู่ไหนก็ไม่มีใครรู้ บางคนบอกว่าไปเป็นผี บางคนบอกว่าไปขึ้นสวรรค์ บางคนก็ว่าไปเกิดใหม่ ดูๆไปไม่มีใครที่จะบอกเรื่องนี้ได้จริงๆ

ทั้งสองคนสนใจเรื่องนี้มาก หัวอกอันเดียวกัน ก็จึงคิดสัญญากันที่ใต้ต้นไทรตรงจอมปลวกนั้นว่า ...ถ้าใครตายก่อนก็จะมาบอกผู้ที่ยังอยู่ว่าความตายนั้นเป็นอย่างไร... ก็ตกลงสัญญากัน

เสงี่ยมพูดจาประสาซื่อว่า

ฉันยังไม่อยากตาย อยากจะอยู่ไปอีกนานๆ

ส่วนรูปนั้นดูตั้งใจจริงมาก พูดอย่างแสดงความจริงใจว่า

ให้ฉันตายก่อนก็ได้ แล้วฉันจะกลับมาบอกเธอ

.....................................

จากวันนั้น การดำเนินชีวิตประสาชาวชนบทก็ยังคงเป็นไปเรื่อยๆ ทำไร่ ทำนา ทำสวน นานๆจะมีงานบุญประเพณีสักครั้ง การทำไร่ในสมัยนั้นก็มักจะไปทำอยู่ตามเชิงเขา เสงี่ยมกับรูปมีไร่อยู่ใกล้กันคืออยู่ใกล้กับถ้ำกกม่วง(กก เปลว่า ต้น คือถ้ำต้นมะม่วง) ตรงภูสันจะก้อ(ส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน) แถวนั้นเป็นป่าทึบที่เนื้อดินยังอุดมสมบูรณ์ รูปเป็นคนขยัน เช้าขึ้นมาก็ห่อข้าวเหนียวใส่กะหยังคือตะข้องสะพายบ่าถือเสียมขึ้นไปบนภูไปดายหญ้าอยู่คนเดียว ส่วนเสงี่ยมจะไปช้าหน่อยเพราะมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆให้น้าสาวและคุณยายก็มักจะตักเตือนอย่างเข้มงวดกวดขันเสมอว่า

จะไปจะมา โตเป็นสาวเป็นนางแล้วไปไหนให้มีเพื่อน ให้รู้จักระวังตัว

ตอนสายของวันนั้น ชาวบ้านหลายคนก็พากันขึ้นไปทำไร่บนภู พอผ่านไปที่ไร่ของรูปก็ต้องแปลกใจที่ไม่เห็นรูปดายหญ้าอยู่ที่นั่น สังเกตดูรอบบริเวณนั้นเห็นผิดสังเกตก็ตกใจไปตามๆกันเพราะเห็นมีแต่เสียมที่ใช้ดายหญ้าตกอยู่และปรากฏว่ามีรอยเท้าของเสือขนาดใหญ่เต็มไปหมดตามพื้นดิน ก็คิดกันว่ารูปอาจจะโดนเสือกัดแล้วลากไปกินเสียที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ คนที่เห็นก็แตกตื่นกันใหญ่ไปเรียกผู้ใหญ่บ้านเรียกพวกผู้ชายช่วยกันออกค้นหาตามป่าแถบนั้น พากันร้องเรียกตามหากันอยู่นานจนต่างคนต่างเหนื่อยอ่อนก็ไม่พบ ในที่สุดก็มานั่งชุมนุมคุยกันอยู่ก็พอดีน้าเซ็งแกกลับมาจากเถียงนา(กระต๊อบที่นา)ของแกที่เชิงเขาเข้ามาฟังเขาคุยกัน ก็บอกกับทุกคนว่า

ตอนอยู่ที่เถียงนาฉันนอนกลางวันแล้วก็หลับฝันไปว่า รูปมาบอกว่าเขาโดนเสือกัดตาย เสือลากไปกินแล้วก็เอาซากศพไปซ่อนไว้ที่ง่ามขอนไม้แดงในป่า

ทุกคนได้ยินแล้วก็แปลกใจว่าเป็นไปได้รึเปล่าที่รูปมันตายไปแล้วเป็นผีมาบอกในฝัน ในที่สุดก็ตกลงใจกันออกค้นหาอีก ต่อมาก็ได้เจอศพที่ง่ามขอนไม้แดงอย่างที่มาบอกในฝันจริงๆ สภาพศพนั้นยับเยินอย่างน่าสยดสยอง ..เสือได้ลากไส้แล้วก็เครื่องในออกมากินจนหมดแล้วก็ยังกินเนื้อสะโพก เนื้อสะโพกข้างหนึ่งนั้นหายไป.. ทุกคนก็เลยช่วยกันเก็บศพมาที่หมู่บ้าน

ต่อมาก็จึงได้ทำพิธีฝังกันจนเป็นที่เรียบร้อย เพราะตามประเพณีนั้นถือกันว่าผีตายโหงนั้นต้องฝังโดยเร็ว ฝ่ายเสงี่ยมได้ยินข่าวของรูปแล้วทั้งตกใจกลัวและเสียขวัญมาก นึกสงสารสมเพชเวทนาเพื่อนที่ต้องมาตายอย่างสยดสยอง รู้สึกสูญเสียในใจจนทำอะไรไม่ถูก พองานศพผ่านไปได้เจ็ดวันเสงี่ยมก็ฝันถึงรูป ในฝันนั้น เห็นรูปอยู่ในชุดเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำไร่ ได้กลิ่นสาบสางซึ่งเป็นกลิ่นสาบศพที่รุนแรงมาก รูปมาบอกว่า

ฉันตายไปแล้ว ตายไปเพราะถูกเสือกัดกิน เสือตัวนี้ ในอดีตมันเป็นคนรักเก่าที่อาฆาตพยาบาทแล้วยังต่อว่าอีกว่า ทำไมไม่ไปงานศพฉัน ตอนฝังศพนั่นชาวบ้านเขาให้เสื้อผ้าไปเยอะแยะเลย

เสงี่ยมสงสัยถามว่า

ได้เสื้อผ้าไปเยอะแยะแล้วทำไมยังใส่ชุดนี้อยู่ล่ะ

ก็เอาไปแบ่งคนอื่น แบ่งกันไป

พอมาบอกอย่างนั้นแล้วรูปก็กลับไปป่าช้า เสงี่ยมสะดุ้งตื่นขึ้นอย่างอกสั่นขวัญแขวน ขนาดตื่นขึ้นมาตั้งสติดีแล้วก็ยังได้กลิ่นสาบศพไม่หาย พอเล่าเรื่องให้คนในบ้านรู้ก็ตกใจกลัวกันไปตามๆกัน ญาติพี่น้องเป็นห่วงเสงี่ยมมากกลัวจิตใจจะไม่ปกติ ก็เลยทำขวัญผูกแขนเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว

วันเวลาผ่านไป ชาวบ้านโพนสวางก็ยังไม่ลืมเรื่องนี้ คุณยายของเสงี่ยมนั้นเป็นคนใจบุญมักจะคอยสั่งสอนให้เสงี่ยมรู้จักการบุญสุนทาน ตอนเช้าก็ให้ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ พ่อแม่ บรรพบุรุษ และญาติสนิทมิตรสหายเสมอ ถึงเพ็ญเดือนเก้าเดือนสิบก็ไม่ลืมทำบุญใหญ่อุทิศไปให้อยู่เป็นประจำ

ในเวลาต่อมาเสงี่ยมก็ฝันเห็นรูปอีก รูปมาบอกว่า

ของกินที่เธอทำบุญอุทิศไปให้นั้นน่ะได้รับทุกอย่าง ตอนนี้ก็อยู่เมืองผีอยู่ที่ป่าช้านั้นเอง

มาคราวนี้ เสงี่ยมก็ยังได้กลิ่นสาบศพอยู่แต่ว่ากลิ่นสาบจางลงกว่าแต่ก่อนมาก ก็รู้ดีว่าเพื่อนนั้นน่ะตายไปแล้วเลยถามว่า

อยู่ที่เมืองผีนี่อยู่ยังไง

ก็อยู่เป็นบ้านในหมู่บ้านนี่แหละ แล้วก็จะไปเที่ยวตามจุดต่างๆ ของกินที่ได้รับนี่ได้รับจากที่เธอทำบุญไปให้มากกว่าทุกคน

รูปใช้คำว่าไปเที่ยวตาม จุด ไม่ได้พูดว่างานบุญที่นั่นที่นี่ซึ่งเสงี่ยมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนัก

ความฝันครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เสงี่ยมตกใจกลัวมากเหมือนคราวก่อนเพราะก็พอทำใจได้บ้างแล้ว เสงี่ยมยังคงใช้ชีวิตประสาชาวชนบทโดยมีคุณยายคอยอบรมสั่งสอน หลังจากที่รูปจากไปได้ประมาณเกือบปีรูปก็ได้มาเข้าฝันเสงี่ยมเป็นครั้งสุดท้าย เสื้อผ้าที่รูปสวมใส่ก็ยังเป็นชุดเดิม รูปมาบอกว่า

ฉันมาหาเธอเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ถึงเวลาที่จะมาเกิด รูปก็จะมาอยู่กับผู้หญิงที่ชื่อสอนที่อยู่คุ้มบ้านใต้

พอรูปบอกเท่านั้นก็ไป เสงี่ยมตื่นขึ้นมาก็ยังแปลกใจไม่หายแล้วก็ได้ยินเสียงคนเขาพูดกันว่า

นางสอนคนบ้านใต้เจ็บท้องจะคลอดลูกแล้ว

ก็ประหลาดใจที่เหตุการณ์มาพ้องกันเข้าพอดี

เมื่อนางสอนคลอดลูกชาวบ้านหลายคนก็ต้องแปลกใจอีกครั้งว่าทำไมเด็กที่เพิ่งเกิดมาจากท้องแม่นี่ถึงได้มีรอยแผลเป็นที่สะโพกคล้ายรอยเสือกัด คนที่ได้ฟังเสงี่ยมเล่าความฝันต่างๆก็เชื่อว่าดวงวิญญาณของรูปนี่ได้กลับมาเกิดใหม่แล้วเพราะความฝันนั้นก็ตรงกับความจริง พ่อแม่ของเด็กได้ตั้งชื่อให้เด็กว่า โล้ เป็นเด็กหญิงน่ารักน่าเอ็นดู พอโตมาเริ่มจะสังเกตหน้าตาคนได้เวลาอุ้มไปเจอเสงี่ยมทีไรเด็กนั้นก็จะทำท่าตกตะลึงจับจ้องมองดู จ้องมองดูคล้ายๆว่าจะจำได้ ต่อมาพอพูดได้ก็จะบอกกับพ่อแม่อยู่เรื่อยว่า

จะไปหาเสงี่ยม จะไปหาเสงี่ยม จะไปเที่ยวเล่นกับเสงี่ยม

พ่อแม่ได้ยินก็รู้ว่าลูกจำอดีตชาติได้จึงรู้สึกเป็นห่วงลูกมาก กลัวจะเป็นเด็กที่ผิดปกติผิดผู้ผิดคน กลัวอายุจะสั้น กลัวไปต่างๆนานา ก็เลยหาวิธีทำเป็นเล่ห์กลให้ลืมความหลัง เช่น พาลอดไปตามใต้ถุนน้ำครำบ้างอะไรต่างๆนานาจนกระทั่งเด็กพูดถึงเรื่องนี้น้อยลง แต่ไม่ว่ายังไงพอได้เจอกับเสงี่ยมเขาก็จะทำท่าสะดุดใจอยู่เสมอ

เรื่องสัจจะสองกำพร้านี้ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงร่วมสมัยอีกเรื่องหนึ่ง ทุกวันนี้ คุณยายโล้ยังมีชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านโพนสวาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนคุณยายเสงี่ยมนั้นอยู่ที่หมู่บ้านสร้างค้อ กิ่งอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

ชุนคำ จิตจักร : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

 

 

 

 

 

 

แก้ววิเศษแห่งเทือกเขาภูพาน

โดย ชุนคำ จิตจักร

ตอนที่ 1

...หนึ่งในเรื่องจริงซึ่งกำลังจะกลายเป็นตำนานที่เกือบจะสูญหาย...

ก่อนอื่นขอเรียนว่า เทือกเขาภูพาน นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือสู่ตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากจังหวัดอุดรธานี ผ่านกาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร เป็นถิ่นภูเขาดั้งเดิมตามตำนานอันมีชื่อว่า ภูกูเวียน ซึ่งเกิดจากอานุภาพของ สุวรรณนาค ซึ่งมีลักษณะภูเขาเป็นวงใหญ่ ส่วนเทือกทิวเขาเล็กที่มีลักษณะเป็นวงก็ยังมีปลีกย่อยออกไปอีก เช่น บริเวณพื้นที่ อำเภอเขาวง ถ้ามองจากระดับสูงของภูพานไปทางเขตเชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดมุกดาหาร กับ จังหวัดกาฬสินธุ์ จะเห็นทิวเขาลิบๆสุดสายตาที่ทอดตัวยาวเป็นแนวโค้งโอบล้อมออกไปทั้งสองด้านซึ่งแนวทิวเขานี้ในที่สุดก็จะกลายเป็นวงล้อมรอบอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ทั้งหมดของอำเภอเขาวงไว้ หากเดินทางตามถนนมิตรภาพจาก อำเภอสมเด็จ มุ่งหน้าไปทาง ภูพานราชนิเวศน์ พอถึง บ้านสร้างค้อ ตรงฝั่งขวาจะมีทางแยกไปอำเภอเขาวงได้

เรื่อง แก้ววิเศษแห่งเทือกเขาภูพาน ที่ผู้เขียนนำมาเล่าขานนี้ไม่ใช่เรื่องจากตำนาน แต่เป็นเรื่องจากประสบการณ์จริงในถิ่นบ้านเกิดคือ บ้านโพนสวาง ที่ผู้คน ชาวเขาวง แถบ ลุ่มน้ำลำพยัง ได้รับรู้มา แม้ว่าในปัจจุบันผู้คนที่เคยรับรู้เรื่องนี้บางท่านจะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็อายุมากจนแทบจะลืมเรื่องเหล่านี้ไปหมดแล้ว เรื่องราวและข้อเท็จจริงดั้งเดิมจึงเกือบจะสูญหายไปเพราะขาดการสืบต่อ จึงขอบันทึกตามข้อมูลเท่าที่พอจะรวบรวมได้เพื่อบอกเล่าให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ไว้

เรื่องมีอยู่ว่า ปู่สิงห์ แสนพาน ซึ่งเป็นน้องชาย ปู่อินทร์(ปู่ของผู้เขียน) ได้แต่งงานกับญาติทางฝ่ายย่าผู้ได้รับมรดกสำคัญคือ ลูกแก้ว คู่หนึ่งมาจาก ตาไฮ พ่อของฝ่ายหญิงผู้สืบทอดมรดกมาจากบรรพบุรุษของตระกูล ศรีชุบร่วง (ตระกูล แสนพาน และ ศรีชุบร่วง เป็นตระกูลคนไทยเชื้อสายภูไท)

ลูกแก้วคู่นี้ไม่เคยมีใครบอกว่าชื่ออะไรหรือมีลักษณะพิเศษอย่างไร แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น แก้วค้ำคูณ หรือ แก้วมงคล มีบุญญาธิการและความศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ เคยบันดาลความมั่งคั่งร่ำรวยให้ครอบครัวบรรพบุรุษมามาก คือ มีช้าง มีม้า มีวัวเป็นร้อย มีควายเป็นร้อย และมีโภคทรัพย์ไม่ขาด ขนาดที่เสือมาลักคาบวัวไปกินแทบทุกวันก็ยังไม่รู้จักหมดคอก นอกจากนี้ยังป้องกันอันตรายให้แก่ผู้รักษาโดยตลอด ไม่ว่าปืนผาหน้าไม้หรือโจรขโมยก็ไม่อาจทำร้ายได้ เมื่อมาอยู่กับครอบครัวใหม่ก็ยังคงบันดาลให้เกิดความอยู่ดีกินดีเสมอมา

สองสามีภรรยาเป็นผู้มีความใส่ใจ ปฏิบัติขัดสีแก้วตามประเพณีคือสักการบูชาและสรงสนานทุกวันโกณวันพระมิได้ขาด ยามจะไปหาทรัพย์ก็ยกใส่หัวอาราธนาแล้วพกพาไปด้วย แต่มีเคล็ดลับคือจะนำไปเฉพาะลูกใดลูกหนึ่งซึ่งอาจจะเป็น ลูกแก้วผัว หรือ ลูกแก้วเมีย ของแก้วคู่นั้นเพื่อที่แก้วจะได้ไม่หนีหายไปไหน พอกลับมาจึงนำมาบูชาไว้ด้วยกัน ครอบครัวก็ได้รับความสุขความเจริญดี

ในตอนดึกดื่นค่ำคืนของวันโกณวันพระพวกชาวบ้านโพนสวาง จะเห็นแก้วเสด็จคือมีดวงแสงลอยออกมาจากช่องหน้าจั่วบ้านของปู่สิงห์ ลักษณะเป็นดวงสว่างเท่าไข่เป็ดมีแสงรัศมีสีเขียวเรืองลอยออกไป ลอยออกไปเป็นเวลานานพอสมควรแล้วก็จะลอยกลับมาเข้าไปทางช่องหน้าจั่วของบ้านทางเดิม เป็นเช่นนี้เสมอจนชาวบ้านเขารู้กันดี

บางทีพวกหนุ่มๆที่กลับดึกและผู้เฒ่าที่ตื่นกลางดึกจะเห็นแก้วดวงอื่นๆเสด็จด้วย เขาจะเห็นกันว่าแก้วเสด็จมาทาง ภูผาแฝก ลอยผ่านกลางบ้านไปทาง ภูพาน แล้วมีเสียงดังตูม แต่เป็นแก้วคนละดวงและมีรัศมีสีอื่น ถ้าเป็นรัศมีสีเขียวเรืองก็จะจำได้ว่าเป็นแก้วมรดกที่ ตาไฮ มอบให้ลูก สมัยที่พ่อของผู้เขียนเป็นเด็กยังเคยเห็นพวกรุ่นพี่ที่ซุกซนคอยดักซุ่มรอตอนที่ลูกแก้วลอยมา เพื่อที่จะเอาผ้าขาวม้าปัดป่ายลูกแก้วที่ลอยไปในอากาศให้ตกลงมาแต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จ

อยู่มาวันหนึ่งชะรอยจะเป็นด้วยกรรมเก่าของปู่สิงห์จะถึงคราวหมดอายุขัย จึงทำให้คิดไปค้าวัวควายในที่แดนไกลถึงภาคกลางของไทย ก่อนไปก็ยกแก้วใส่หัวอาราธนาพกพาไปด้วยเช่นเคย แต่พอไปอยู่ต่างถิ่นกลับล้มป่วยด้วยอาการ ลงท้อง (ท้องร่วง) จนเสียชีวิต จึงต้องฝังศพในถิ่นอื่น

ฝ่ายคนทางบ้านเฝ้ารอก็ไม่ได้ข่าว เป็นเวลานานแล้วที่เจ้าตัวไม่กลับมา...เห็นแต่แก้วกลับมาเองอยู่ที่หิ้งบูชา.. ก็รู้ว่าผิดปกติเสียแล้วจนกระทั่งรู้ข่าวการตายในภายหลัง

หลังจากนั้นทางครอบครัวก็ยังคงปฏิบัติขัดสีลูกแก้วตามประเพณี ครอบครัวลูกหลานก็ได้รับความสุขความเจริญมาโดยตลอดจนกระทั่งมาถึงช่วงทายาทผู้สืบต่อชื่อ นายกา เป็นช่วงที่ทายาทขาดความเข้าใจในการปฏิบัติรักษาลูกแก้ว ในช่วงนี้มีคนเล่าลือเรื่องผีปอบกันหนาหูจนผู้คนคิดกันไปต่างๆนาๆ คนที่มีใจอิจฉาก็พูดให้ร้ายว่าผีปอบนั้นเกิดจากลูกแก้วที่เป็นมรดกตกทอดนี้เป็นสาเหตุ พวกที่ไล่ผีปอบก็พลอยเห็นชอบไปด้วย เมื่อมีคนพูดกันหนาหูขึ้นทุกทีประกอบกับทั้งนายกาเองก็ไม่มั่นใจด้วยว่าตัวเองปฏิบัติรักษาถูกต้องหรือไม่ก็เลยทนไม่ไหว

ในที่สุดนายกาก็เลยบอกกับทุกคนว่าได้เอาแก้วไปทิ้งแล้ว แรกๆคนก็ไม่ค่อยเชื่อกันนักพยายามซักว่าเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน พอคะยั้นคะยอมากๆเข้านายกาก็บอกว่าเอาไปทิ้งลงที่ใจกลางธาตุบนสันเขา ภูโหล่ย (เป็นธาตุที่ชาวบ้านร่วมกันเอาก้อนหินมากองสุมกันขึ้นให้เป็นลักษณะพระธาตุตามความศรัทธามาแต่เก่าก่อน) ฝ่ายคนที่มีความโลภได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รอช้าพากันแอบไปรื้อธาตุเพื่อค้นหาลูกแก้วแต่หายังไงก็ไม่พบ ต่อมาคนที่ไปรื้อธาตุต่างก็ประสบอันตรายคือตายโหงทุกคน

ทุกวันนี้ ไม่มีใครพบเห็นและได้ข่าวลูกแก้วคู่นี้อีกเลย

การปฏิบัติขัดสีแก้ว

การปฏิบัติขัดสีแก้ว นั้นเป็นคำพูดลักษณะออกไปทางสำนวนโวหารอยู่บ้าง เมื่อพูดว่า ปฏิบัติ ก็จะพูดว่า ขัดสี พ้องกันได้ง่ายเช่นเดียวกับคำว่า ปฏิบัติพัดวี อันที่จริงคนพื้นเมืองที่เข้าใจจะรู้ว่าเป็นการสักการบูชาอย่างเหมาะสมให้สมควรแก่ฐานะที่เป็นของสูง เช่น เอาใส่ผอบตั้งไว้บนพานที่หิ้งบูชา สรงน้ำ ปะพรมน้ำมันหอม บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีสติปัญญามากก็จะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งไปกว่าการบูชาแบบ อามิสบูชา ดังกล่าว ท่านผู้รู้จึงสอนลูกหลานว่า การปฏิบัติขัดสีแก้วที่แท้นั้นเรียกว่า ปฏิบัติบูชา คือการประพฤติตนตามหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา นั่นเอง เป็นการบูชา แก้วทั้งสาม คือ แก้วพระพุทธ แก้วพระธรรม และแก้วพระสงฆ์ ดังบันทึกในตำนานอุรังคธาตุว่า

...ดูก่อนอานนท์ บุคคลบูชารูปตถาคตและศานาที่ตถาคตตั้งไว้ด้วยดอกไม้ธูปเทียนนั้นชื่อว่ามิได้บูชา ส่วนบุคคลบูชาได้ชื่อว่าได้บูชานั้น ตถาคตจะสั่งเธอไว้ ภิกษุ สามเณร หรือคฤหัสถ์ก็ตามที่ปฏิบัติถูกต้องตามคำสั่งสอนของตถาคต ถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องสักการะก็ตาม เป็นแต่เพียงมีจิตต์ใจเลื่อมใสเชื่อในคุณพระรัตนตรัย ไหว้นบแต่มือเปล่าๆก็ได้ชื่อว่าบูชาอันประเสริฐยิ่งกว่าประเสริฐ...

ฉะนั้น หากพิจารณาในเรื่องของ การปฏิบัติขัดสีแก้ว ในสองส่วน จะเห็นว่าส่วนที่เป็น อามิสบูชา นั้น จะขาดส่วนที่เป็น ปฏิบัติบูชา ไม่ได้เลย

ปฏิบัติ ถูก กับ ผิด มงคล และ อัปมงคล

เรื่องของ แก้ว เป็นเรื่องที่มีแนวความเชื่อและทัศนคติของ การสั่งสมบารมี มากกว่า ไสยศาสตร์ คนที่ รักษาแก้ว อันที่จริงก็น่าจะเป็นคนที่ รักษาบารมีแก้ว นั่นเอง คือทำตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของเจ้าของแก้วว่าจะสร้างสมบารมีทางใด ปฏิบัติตัวเองคือสั่งสมความดีเพื่อเพิ่มพูนบารมีของแก้ว และปกป้องรักษาแก้วไว้ยิ่งด้วยชีวิต หมายถึงทุ่มเทชีวิตปกป้องศีลธรรมและคุณธรรมประจำใจตัวเอาไว้ให้ได้ ไม่ใช่ทุ่มเทกำลังอาวุธและชีวิตเข้ายื้อแย่งชิงเอาแก้วมาเป็นเจ้าของ เพราะแก้วนั้นไปมาเองได้และจะหนีไปเมื่อไหร่ก็ได้

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาตามประวัติของ แก้ววิเศษแห่งเทือกเขาภูพาน แล้ว จึงอาจอนุมานถึงความน่าจะเป็นไปได้ว่า การปฏิบัติขัดสีแก้ว ของบรรพบุรุษในช่วงแรกนั้นเป็นมาอย่างถูกต้องทั้ง อามิสบูชา และ ปฏิบัติบูชา ส่วนในระยะหลังนั้นไม่ได้ใส่ใจใน อามิสบูชา และ ไม่เข้าใจใน ปฏิบัติบูชา จึงทำให้ดวงแก้ววิเศษทั้งสองดวงนั้นอันตรธานหายไป ส่วนการรื้อธาตุค้นหาแก้วนั้นก็เข้าทำนอง อยากได้ผล แต่ไม่สร้างเหตุ ทั้งยังลุแก่ความโลภจนทำลายสถานศักดิ์สิทธิ์จึงถึงแก่ความวิบัติ

ภูพาน กับคำเล่าลือเรื่อง แก้วหยาดน้ำค้าง หรือ แก้วสารพัดนึก

คำเล่าลือในเรื่องนี้เท่าที่ผู้เขียนคาดคะเนคงอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๐ ๒๕๒๐ เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนยังเด็กและได้ยินเรื่องแก้วไปเล่นตามบ่อหินในคืนวันเพ็ญจากสามเณรอุปัฏฐากและลูกศิษย์พระป่า ในช่วงเวลานั้นมีพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจาริกธุดงค์และจำพรรษาอยู่แถบเทือกเขาภูพานเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่เข้าใจกันอยู่ว่าแถวๆ ภูแฝก ภูค้อ ภูจ้อก้อ ภูผากูด และภูฮัง นั้น มีปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์เรื่องภพภูมิเกิดขึ้นมาก ขณะเดียวกันในวงการของผู้เสาะหาของวิเศษก็มีไม่น้อย จากนั้นก็มีคำร่ำลือเรื่อง แก้วหยาดน้ำค้าง

ผู้คนได้ร่ำลือว่าที่ภูเขาแถบนี้ในยามค่ำคืนวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ จะเกิดปรากฏการณ์คือมีดวงแก้วลอยลงมาฝนกับหินตามภูเขาเสียงดังกร่างๆๆ เกิดเป็นประกายสีขาวสดใสกระจายตัวออกมาทุกครั้งที่แก้วฝนกับหิน ต่างก็ตื่นเต้นเล่ากันเป็นตุเป็นตะ..

มีพระธุดงค์ได้รับทราบมาจากครูบาอาจารย์และผู้เฒ่าผู้แก่ว่าแก้วนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก มีอานุภาพบันดาลได้ทั้ง เมตตามหานิยม ร่มเย็น แคล้วคลาด ปราศจากอุปสรรคและอันตราย ทำการสิ่งใดก็ประสบผลสำเร็จ

ผู้ที่สนใจทั้งนักบวชและฆราวาสผู้แสวงหาทั้งหลายต่างก็พยายามติดตามเสาะแสวงเพื่อให้ได้มา แม้พระธุดงค์ต่างๆที่ยังไม่ละวางเรื่องนี้ก็พากันไปนั่งสวดมนต์ภาวนาขอแก้วหยาดน้ำค้างในที่ต่างๆที่คิดว่าจะมี บางครั้งแก้วก็มาปรากฏลอยมาเป็นแสงวิ่งวนเวียนรอบๆตัว พอลุกขึ้นคว้าก็หนีไป

นับว่ายังโชคดีที่ผู้คนถิ่นนี้ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระปฏิบัติผู้มีภูมิธรรมสูงส่ง จึงรู้ว่าของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีเทวดารักษา แม้ว่าจะขวนขวายใฝ่หาสักเท่าใดหากไม่ใช่บุญบารมีก็จะไม่ได้มา หรือแม้ได้มาก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้

หลวงปู่โชติเคยบอกไว้

เรื่องคำเล่าลือนี้แม้จะไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน แต่ หลวงปูโชติ อาภัคโค วัดภูเขาแก้ว ท่านเคยบอกเอาไว้ว่าแก้วที่ว่านี้เขาเรียกว่า แก้วหยาดน้ำค้าง หรือ แก้วสารพัดนึก ถ้ามีสองลูกครบตัวผู้ตัวเมียก็จะไม่ไปไหน จะทำอะไรก็ให้บอกเขาแล้วจะสำเร็จ

แก้วในถิ่นธรรม

ในบันทึกตำนานท้องถิ่นของเทือกเขาภูพานนั้น ไม่มีอะไรบ่งบอกเป็นพิเศษว่าเป็นบ่อแก้วหรือถิ่นกำเนิดของแก้วรัตนชาติประเภทใด จะมีก็แต่เรื่องราวของพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งเสียสละทุ่มเททั้งชีวิตชนิดที่เรียกว่า ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาธรรม รูปแล้วรูปเล่า แม้แต่ชาวบ้านเหล่าทายกทายิกาต่างก็ปฏิบัติศาสนาพร้อมเพรียงกันด้วยดี นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่แก้ววิเศษซึ่งมีเทวดารักษาปรากฏขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ๒๕๒๐

ตำนานกล่าวว่าเหล่าเทวดาที่รักษาพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่มาก แต่ละท่านมีอายุยืนยาวทั้งนั้น ที่มีอายุอยู่ตลอดกัปก็มี ผู้คนหลายชั่วอายุเกิดแล้วตายไปไม่รู้กี่รุ่นกี่ชั่วโคตรที่วนเวียนทับถม นานๆจะมีสักครั้งที่จะบังเกิดมีพระอริยะเจ้าผู้เห็นแจ้งแทงทะลุในอริยมรรค ๔ ผล ๔ ตามพระพุทธองค์ให้ท่านได้มีโอกาสอนุโมทนาเอาบุญครั้งใหญ่ นานๆจะได้รับการแผ่เมตตาระดับเจโตวิมุติอันสุดประเสริฐร่มเย็น จะไม่ให้ท่านร่าเริงหฤหรรษ์ยินดีได้อย่างไร

ถิ่นกำเนิดของแก้ว

สำหรับตำนานถิ่นกำเนิดของรัตนชาติในจักรวาลนั้น มีจารึกไว้ในบาลีตามคำของอรรถกถาจารย์ว่าเกิดในที่ต่างๆดังนี้

๑.เกิดที่แถบเชิงเขาพระเมรุบรรพต

๒.เกิดที่ท้องพระสมุทร

๓.เกิดที่เขาวิบูลย์บรรพต

๔.เกิดในป่าหิมพานต์

๕.เกิดด้วยอำนาจเทวฤทธิ์

๖.เกิดในบ่อแก้วทั้งหลายในแดนมนุษย์

นอกจากในข้อที่ ๖ แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นแดนถิ่นในชั้นมิติอื่นของจักรวาลเสียส่วนมากซึ่งยากจะอธิบายในความเชื่อยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องของแก้วซึ่งเป็นสิ่งที่ไปมาเองได้นั้นไม่ได้ผูกติดอยู่กับถิ่นกำเนิดหรือสถานที่เท่าใดนัก จะว่าไปแล้วแก้วนั้นดูเหมือนจะผูกติดกับบารมีธรรมและเจ้าของมากกว่า เปรียบเหมือน การให้ทาน กับ ความร่ำรวย ที่จะขาดกันและกันไม่ได้

กรณีที่บางท่านมีทัศนะว่า แก้วเลือกคน บางท่านว่า คนเลือกแก้ว ผู้เขียนเข้าใจว่าทั้งสองทัศนะก็มีส่วนถูกทั้งนั้น เพราะแก้วย่อมจะมีความดึงดูดกับพลังงานที่เข้ากันได้ จะให้แก้วแห่งพลังเมตตาไปอยู่กับคนใจร้อนขี้โกรธก็คงอยู่ด้วยไม่ได้นานเพราะพลังงานย่อมจะขัดแย้งผลักดันและหักล้างกันตลอด ส่วนคนนั้นอยู่ในฐานะเป็นผู้ตั้งเจตนาสร้างดวงแก้วได้ด้วยคุณธรรมก็สามารถจะเลือกสร้างได้ตามใจปรารถนา

ฉะนั้น เนื่องในโอกาสมหาสงกรานต์ปีใหม่ไทยนี้ ผู้เขียนก็หวังใจว่าท่านผู้อ่านที่เคารพทั้งหลายจะได้พบกับดวงแก้วแห่งความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

ตอนที่ 2

หลวงปู่มั่นเคยเล่าว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะไม่ว่างจากพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลมีอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะไม่ฉิบหายด้วยภัยแห่งสงคราม

...มีพระอริยะเจ้าประมาณหนึ่งพันในไทย...จริงหรือ..?

ตำนานแก้วโบราณ

ตามภูมิปัญญาโบราณที่กล่าวไว้ว่า แก้ว ในจักรวาลนี้ เกิดที่เขาพระเมรุบรรพต เกิดที่ท้องพระสมุทร เกิดที่เขาวิบูลย์บรรพต เกิดที่ป่าหิมพานต์ เกิดด้วยอำนาจเทวฤทธิ์ และเกิดในบ่อแก้วทั้งหลายในแดนมนุษย์ นั้น เป็นที่เกิดโดยธรรมชาติว่าเกิดที่ไหน ส่วนจะเกิดมาจากอะไรนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่อง อจินไตย คือ คิดไปไม่ถึงหรือไม่ใช่วิสัยของการคิดจะเข้าใจได้ แต่หากจะกล่าวตามหลักที่ว่า สรรพสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุ แล้วก็ย่อมจะมีที่มา มีตำนานและมีเรื่องน่ารู้อยู่มากหลาย เป็นต้นว่า ในช่วงเวลาอันแสนจะยาวนานนับได้หนึ่งกัปอันชื่อว่า ภัทรกัป ที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัตว์ห้าพระองค์ซึ่งปัจจุบันได้ตรัสรู้ไปแล้วสี่พระองค์นี้ ก็มีตำนานแก้วซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า แก้วทิพย์บารมี เกิดมาจากบุญบารมีของพระพุทธเจ้าและผู้มีบุญทั้งหลาย

แก้วมณีโชติ และ แก้วอมรโกฎิ คือแก้วหน่อเนื้อพุทธางกูร

ตามตำนานพระแก้วมรกตที่จะขอนำมาเล่าสรุปเชื่อมโยงเฉพาะในส่วนใจความสำคัญนี้คือ เมื่อ พระอินทร์ ทรงทราบว่า พระมหานาคเสนเถระ ปรารถนาจะสร้างพระพุทธรูปด้วยแก้ว จึงให้ พระวิศณุกรรมเทพบุตร ไปนำเอาแก้วลูกประเสริฐที่เขา เวบุลบรรพต(วิบูลย์บรรพต) มาเพื่อถวายให้สร้าง แต่พระวิศณุกรรมเห็นว่า ที่เขาเวบุลบรรพตนั้น มีพวกกุมภัณฑ์ คนธรรพ์ ยักษ์ อารักษ์ เทพยดา อยู่รักษาแก้วมากนัก เกรงว่าเขาจะไม่ให้จึงเชิญพระอินทร์เสด็จไปด้วย เมื่อไปถึงและแจ้งบอกความประสงค์แล้ว พวกกุมภัณฑ์ คนธรรพ์ และยักษ์ ทั้งปวงก็ทูลพระอินทร์ว่า

...ข้าแต่พระองค์เจ้า ซึ่งแก้วลูกประเสริฐอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงรักษาไว้นี้ มิใช่เป็นแก้วสิ่งใดสิ่งอื่นเลย แม่น แก้วมณีโชติ อันเป็นของพระบรมจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า มีแก้วทั้งหลายพันลูกเป็นบริวารล้อมอยู่ ครั้นข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงจะถวายแก้วลูกนี้แก่องค์สมเด็จมหาราชเจ้านั้น ครั้นบรมจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าเกิดมาแต่ข้างหน้านั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงก็หาแก้วลูกประเสริฐจะถวายท่านมิได้เสีย อนึ่งซึ่งแก้วมณีโชติลูกนี้ก็มีอิทธิเลิศมหิทธิศักดานุภาพนักหนา ถ้าสำแดงฤทธิ์เสด็จที่ใดดังนั้น คนทั้งปวงก็จะมีความสงสัยว่า พระยาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าตนประเสริฐเกิดมาในที่นั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงก็มิอาจที่จะถวายแก้วมณีโชติลูกนี้แก่องค์สมเด็จมหาราชเจ้าได้แล...

จากนั้นจึงกราบทูลต่อไปว่า

...แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง จะขอถวาย แก้วมรกต ลูกหนึ่ง มีรัศมีอันเขียวงามบริสุทธิ์ แก่องค์สมเด็จมหาราชเจ้าแล ซึ่งมณีโชติลูกนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงยังถวายไม่ได้ ขอองค์สมเด็จมหาราชเจ้าจงเอาแก้วมรกตลูกนี้ เพื่อถวายแก่พระมหานาคเสนเจ้าเถิด ซึ่งแก้วมรกตลูกนี้ มีแก้วลูกประเสริฐเป็นบริวารพันลูกล้อมเป็นบริวาร อยู่ถัดกำแพงอันล้อมแก้วมณีโชติลูกนั้นแล...

เรื่องของ พุทธบารมี หรือ พุทธวิสัย นั้นเป็นเรื่องลึกล้ำไพศาลเกินกว่าที่ปุถุชนจะใช้ความคิดเห็นเป็นข้อยุติ แม้จะอนุมานหรือคาดคะเนเอาว่าแก้วมณีโชติที่รักษาไว้เพื่อกาลเวลาในอนาคตของภัทรกัปนั้นอาจเป็นของ พระศรีอาริยะเมตไตรยพุทธเจ้า หรือของ พระเจ้าสังขะจักรพรรดิ ผู้ร่วมพุทธบารมีก็เป็นแต่เพียงความคิดเห็น จึงขอยกเอาคำบอกเล่าของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตเถระ จากการบอกเล่าต่อของ หลวงตาทองคำ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดมาเป็นแง่คิดซึ่งหลวงปู่ได้เล่าไว้ว่า

...เป็นแก้วหน่อเนื้อพุทธางกูร ประจำภัทรกัป เหลืออยู่ 2 ลูก มียักษ์รักษา พระอินทร์ไปขอแก้วดวงใหญ่ ซึ่งสุกใสกว่าจากยักษ์ตนนั้น แต่ยักษ์ไม่ให้ บอกว่าไม่ใช่ของเจ้า จึงให้แก้วดวงเล็กมา พระอินทร์นำมาหล่อเป็นผลสำเร็จ แต่ยังมีแก้วเหลือค้างอยู่ที่เรียกว่าแก้วก้นเตา เผาอย่างไรก็ไม่ละลาย พระจุลนาคเถระจึงอธิษฐานบรรจุไว้ใต้ฐาน ปรากฏว่าเป็นกระปุกระปะ ไม่เรียบ...

อนึ่ง ตามตำนานหนังสือรัตนพิมพวงศ์นั้นบอกชื่อแก้วซึ่งนำมาสร้างพระแก้วมรกตไว้ว่า แก้วอมรโกฏิ

มีพระแก้วมรกต.....มีพระอริยะ..

มีพระอริยะ.....จะไม่ฉิบหายด้วยภัยสงคราม..

คำบอกเล่าของ หลวงปู่มั่น ซึ่ง หลวงตาทองคำบอกนั้นมิใช่มีแค่ว่าเป็นแก้วหน่อเนื้อพุทธางกูรเท่านั้น หลวงตายังเล่าว่า

...เมื่อครั้ง พระอาจารย์มั่น พักอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ พระอุปัชฌาย์อุ่น (พระครูบริบาลสังฆกิจ วัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร) ได้ไปกราบนมัสการฟังเทศน์ และได้นำรูปพระแก้วมรกตขนาด 20 นิ้ว เป็นภาพพิมพ์ใส่กรอบไปถวายท่านพระอาจารย์ แต่ดูเหมือนท่านจะลืมทำความสะอาด เพราะมีฝุ่นจับอยู่ ท่านพระอาจารย์ก็น้อมรับด้วยความเคารพ
หลังจากท่านอุปัชฌาย์อุ่นลาลงกุฏิไปแล้ว ท่านพระอาจารย์ได้ทำความสะอาด โดยนำผ้าสรงน้ำของท่านมาเช็ดถู ผู้เล่า (หลวงตาทองคำ) เอาผ้าเช็ดพื้นเข้าไปช่วยทำความสะอาดด้วย เพราะเห็นว่าผ้ายังสะอาดอยู่ ท่านหันมาเห็นเข้า พูดว่า

อะไรกัน นั่นรูปพระพุทธเจ้าแท้ๆ ยังเอาผ้าเช็ดพื้นมาถูได้
ผู้เล่าสะดุ้งไปทั้งตัว เพราะความโง่เขลาปัญญาอ่อน ท่านก็เลยทำความสะอาดเอง เสร็จแล้วก็มีเพื่อนภิกษุทยอยกันขึ้นไป รวมทั้งท่านอาจารย์วิริยังค์ด้วย ท่านเลยเทศน์ถึงความมหัศจรรย์ของพระแก้วมรกต ท่านว่า

พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะไม่ว่างจากพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลมีอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นจะไม่ฉิบหายด้วยภัยแห่งสงคราม

นี่เป็นคำบอกเล่าของ หลวงปู่มั่น พระภิกษุผู้เป็นแบบอย่างของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ชาวพุทธภูมิใจ

แก้วสุดวิเศษแห่งยุคสมัยในแดนดิน

อันที่จริง ดินแดนในแทบทุกประเทศแถบอุษาคเนย์นั้นเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต มาแล้วทั้งสิ้น หากไม่มีการแบ่งแยกแล้วทุกประเทศก็คือชาวพุทธอันเดียวกันและยังมีบรรพบุรุษร่วมกันด้วย จึงน่าจะพอจินตนาการได้ว่า เส้นทางสายแก้ว หรือ วิถีโคจรเผยแผ่ของดวงรัตนะอันประเสริฐแห่งโลก น่าจะเชื่อมโยงกับวิถีการเผยแผ่ธรรมตามยุคสมัยที่พระพุทธสาวกได้จาริกไปในดินแดนแถบนี้ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับครรลองกรรมของเวไนยสัตว์ด้วย ดังที่พระนาคเสนเถระเจ้าได้ทำนายไว้แต่แรกว่า

...ดูกรท่านทั้งปวง ซึ่งพระแก้วเจ้าของเราองค์นี้ มิใช่จะอยู่เมืองปาตลีบุตรที่นี้เป็นมั่นคงเลย ท่านยังจะเสด็จไปโปรดสัตวในประเทศ ๕ แห่ง คือลังกาทวีป เป็นกัมโพชวิสัยแห่ง ๑ ศรีอยุทธยาวิสัยแห่ง ๑ โยนกวิสัยแห่ง ๑ สุวรรณภูมิวิสัยแห่ง ๑ ปมหลวิสัยแห่ง ๑ เข้ากันเป็น ๕ แห่งนี้แล..

ต่อมาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็เป็นจริง คือ พระแก้วมรกต ได้เคลื่อนย้ายไปประดิษฐานตามที่ต่างๆ จาก เกาะลังกา สู่ กัมพูชา อินทปัตถ์ (นครวัต) กรุงศรีอยุธยา ละโว้ (ลพบุรี) วชิรปราการ (กำแพงเพชร) เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ เวียงจันทน์ จนมาถึงกรุงเทพมหานคร ความเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นย่อมเป็นที่ประจักษ์แน่ชัดในประวัติศาสตร์ว่าเป็นยุคสมัยที่มี ธรรมค้ำจุนโลก

มีพระอริยะเจ้าประมาณหนึ่งพันในไทย...จริงหรือ..?

เรื่องนี้เป็นหัวข้อคำถามที่อาจไม่จำเป็นต้องมีการยืนยันข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เพราะคงไม่มีสถาบันไหนจะอาจเอื้อมไปรับรองการเป็นพระอริยะเจ้าได้ อีกทั้งพระอริยะเจ้าเองพอตกเข้าสู่กระแสของความหลุดพ้นสมมุติบัญญัติและอุปาทานก็คงจะไม่มีความสำคัญมั่นหมายแล้วว่าตัวท่านเป็นอะไร ฉะนั้นจึงน่าจะเป็นแค่เรื่องเล่าสู่กันฟังตามประสาปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้กราบเรียนถามพระวิปัสสนาจารย์(ท่านไม่ประสงค์จะออกนาม)ท่านหนึ่งว่าพระครูบาอาจารย์แต่ละรูปและผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เข้าสู่กระแสความพ้นทุกข์(พระอริยะเจ้า)ในปัจจุบันมีอยู่ในประเทศไทยมากหรือไม่ท่านตอบว่า

มีอยู่มาก มีอยู่ในประเทศไทยมากที่สุดในโลก

มีประมาณเท่าไหร่ครับ

มีประมาณพัน..

นี่เป็นคำตอบที่ผู้เขียนได้ยินมากับหู จึงของเรียนไว้ว่าเป็นเรื่องที่น่ารับฟังไว้เพื่อพิจารณา ไม่ว่าปุถุชนคนเราจะรู้และพิสูจน์ได้ในระดับใด อย่างน้อยก็น่าจะรู้สึกอุ่นใจว่าประเทศไทยนั้นมีบารมีพระอริยะเจ้าคุ้มครองอยู่ ควรที่จะพากันเอาใจใส่ดูแล อุปถัมภ์บำรุง และอุปัฏฐากผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกซึ่งปฏิบัติดีและปฏิบัติตรงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ว่าที่มาของพลังเหนือโลกเหนือจักรวาลของโลกเรานั้นอาจจะอยู่ในประเทศไทยนี้เอง

แก้วบูชาธรรมที่ ภูผากูด

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่น ได้จาริกขึ้นไปปฏิบัติธรรมบน ภูผากูด อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ในยามค่ำคืนก่อนที่ท่านจะไปนั่งสมาธิตรงแท่นหินบนยอดภูผากูดนั้น ชาวบ้านญาติโยมได้เห็น แก้วขาวสว่างลอยมาจากท้องฟ้าเลื่อนลงมาที่แท่นหินนั้น แล้วก็ขัดสีแท่นหินเป็นประกายเจิดจ้าเสียงดังกร่างๆๆๆ... ..รัศมีขาวเจิดจ้านั้นสวยงามเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก.. บางคนยังเห็นแก้วลอยลิ่วๆข้ามลำโขงมาจากทางฝั่งสุวรรณเขตของลาวด้วย คนที่ได้เห็นได้ยินและได้ฟังต่างก็ตื่นเต้นอัศจรรย์ใจที่แก้วมาแสดงปฏิหาริย์บูชาธรรมของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถึงเพียงนี้

ที่หนองน่อง บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จ.มุกดาหาร ซึ่งใกล้ภูผากูดนี้ หลวงปู่มั่น ได้มาจำพรรษาอยู่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร มาจำพรรษา ปีพ.ศ.๒๔๗๑ นอกจากนี้ก็ยังเป็นถิ่นปฏิบัติธรรมของ แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ แห่งสำนักชีบ้านห้วยทรายด้วย

ทิพย์บารมีร่มแก้วสุวรรณภูมิ

เมื่อได้น้อมรำลึกถึง เส้นทางสายแก้ว และวิถีโคจรเผยแผ่ของดวงรัตนะอันประเสริฐแห่งโลก ใน พุทธันดร คือระยะเวลาที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้หนึ่งพระองค์แล้วจะเห็นได้ว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ หรือ แหลมทอง แห่งนี้ นอกจากจะอยู่ในร่มใบบุญของแก้วอันสุดประเสริฐสถิตอยู่ตลอดกาลนานแล้ว ยังมีแก้วบริวารอีกพันลูกล้อมอยู่ อีกทั้งแก้วทิพย์บารมีที่กำลังจะมีมาในอนาคตด้วย

แม้จะยกมากล่าวถึงเฉพาะแก้วซึ่งได้สร้างเป็นพระพุทธรูปแล้วที่ได้ประจักษ์แก่ตาของมหาชนก็มีอยู่ทั่วไทย เช่น พระแก้วขาวหรือพระเสดังคมณี จ.เชียงใหม่ พระแก้วที่วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง พระแก้วบุษราคัม วัดศรีอุบลรัตนาราม พระแก้วไพฑูรย์ วัดหลวง และพระแก้วโกเมน วัดมณีวนาราม จ.อุบลราชธานี เป็นต้น

นอกจากนี้ตำนานยังระบุว่าที่ รอยพระพุทธบาท หรือที่เรียกตามโบราณว่า กงจิตร์แก้ว นั้น ยังมี ยมกปาฏิหาริย์ เป็นแก้วออกมาจากพระบาทด้วย

อนึ่ง พระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุ ทั้งหลายนั้น นอกจากจะเป็นเหมือน สุดยอดแก้วบริสุทธิ์ แล้ว ก็ยังสามารถเสด็จไปประดิษฐานแผ่บารมีคุ้มครองได้ทั่วสากลจักรวาล มีพระวิปัสสนาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

ในพระพุทธรูปทุกองค์ จะมีพระธาตุสถิตอยู่อย่างน้อยที่สุด ๑ องค์

ฉะนั้น เนื่องในโอกาส ตรุษสงกรานต์ พุทธศักราช ๒๕๕๓ อันเป็นมงคลดิถีปีใหม่นี้ ไม่ว่าท่านจะไปสรงน้ำพระแก้วหรือสรงน้ำพระพุทธรูปที่ไหนก็ล้วนแต่เป็นการบูชาแก้วอันเป็นมงคลเช่นกัน ผู้เขียนขอน้อมอนุโมทนาและขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดจงคุ้มครองปกปักรักษาให้ท่านและครอบครัวมีความสุขความเจริญยั่งยืนนานตลอดไป

ตอนที่ 3

.....ภูพาน ลำโขง ไม่รู้สิ้นมนต์ขลัง.....

แก้ววิเศษปรากฏอีก...

.....แก้ววิเศษเคยปรากฏขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ๒๕๒๐ ...มาในปี พ.ศ.๒๕๕๓ แก้ววิเศษปรากฏอีก...

ความเดิม

ตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่อง แก้ววิเศษแห่งเทือกเขาภูพาน ซึ่งลงพิมพ์ใน มหามงคล ฉบับที่ 3 และ 4 นั้น ได้กล่าวถึงประสบการณ์ของชาวบ้านแถบ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ และ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เอาไว้ดังความบางตอนที่ว่า

.....ภูผากูด อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ในยามค่ำคืนก่อนที่ท่าน(หลวงปู่มั่น)จะไปนั่งสมาธิตรงแท่นหินบนยอดภูผากูดนั้น ชาวบ้านญาติโยมได้เห็น แก้วขาวสว่างลอยมาจากท้องฟ้าเลื่อนลงมาที่แท่นหินนั้น แล้วก็ขัดสีแท่นหินเป็นประกายเจิดจ้าเสียงดังกร่างๆๆๆ... ..รัศมีขาวเจิดจ้านั้นสวยงามเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก.. บางคนยังเห็นแก้วลอยลิ่วๆ ข้ามลำโขงมาจากทางฝั่งสุวรรณเขตของลาวด้วย(คนที่เห็นครั้งนั้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่).....

.....ในตอนดึกดื่นค่ำคืนของวันโกณวันพระพวกชาวบ้านโพนสวาง จะเห็นแก้วเสด็จคือมีดวงแสงลอยออกมาจากช่องหน้าจั่วบ้านของปู่สิงห์ ลักษณะเป็นดวงสว่างเท่าไข่เป็ดมีแสงรัศมีสีเขียวเรืองลอยออกไป ลอยออกไปเป็นเวลานานพอสมควรแล้วก็จะลอยกลับมาเข้าไปทางช่องหน้าจั่วของบ้านทางเดิม เป็นเช่นนี้เสมอจนชาวบ้านเขารู้กันดี บางทีพวกหนุ่มๆ ที่กลับดึกและผู้เฒ่าที่ตื่นกลางดึกจะเห็นแก้วดวงอื่นๆ เสด็จด้วย เขาจะเห็นกันว่าแก้วเสด็จมาทาง ภูผาแฝก ลอยผ่านกลางบ้านไปทาง ภูพาน แล้วมีเสียงดังตูม แต่เป็นแก้วคนละดวงและมีรัศมีสีอื่น ถ้าเป็นรัศมีสีเขียวเรืองก็จะจำได้ว่าเป็นแก้วมรดกที่ ตาไฮ มอบให้ลูก สมัยที่พ่อของผู้เขียนเป็นเด็กยังเคยเห็นพวกรุ่นพี่ที่ซุกซนคอยดักซุ่มรอตอนที่ลูกแก้วลอยมา เพื่อที่จะเอาผ้าขาวม้าปัดป่ายลูกแก้วที่ลอยไปในอากาศให้ตกลงมาแต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จ.....

เรื่องราวเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนที่นำมาเสนอนี้มีผู้ประสบพบเห็นมากับตาและแม้ว่าจะแก่ชรามากแล้วแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า ในบันทึกตำนานท้องถิ่นของเทือกเขาภูพานนั้น ยังไม่มีอะไรบ่งบอกเป็นพิเศษว่าเป็นบ่อแก้วหรือถิ่นกำเนิดของแก้วรัตนชาติประเภทใด จะมีก็แต่เรื่องราวของพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งเสียสละทุ่มเททั้งชีวิตชนิดที่เรียกว่า ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาธรรม รูปแล้วรูปเล่า แม้แต่ชาวบ้านเหล่าทายกทายิกาต่างก็ปฏิบัติศาสนาพร้อมเพรียงกันด้วยดี นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่แก้ววิเศษซึ่งมีเทวดารักษาปรากฏขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ๒๕๒๐

พ.ศ.๒๕๕๓ แก้ววิเศษปรากฏอีก

เมื่อเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้ติดตามพ่อไปทำบุญที่บ้านเกิดที่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้พบปะกับญาติพี่น้องหลังจากที่ได้จากบ้านมารับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลานาน จึงพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันเสียยืดยาวแต่ก็ไม่ลืมคุยกับคนเก่าๆ ถึงเรื่องแก้ววิเศษที่ได้นำเสนอไปด้วย ก็ยังได้รับคำยืนยันจากพยานรู้เห็น นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าแก้วที่ นายกา เอาไปทิ้งลงที่ใจกลางธาตุบนสันเขาซึ่งไม่เคยปรากฏให้เห็นอีกเลยนั้น บัดนี้มีผู้เห็นแก้วเสด็จอีกแล้ว ไม่ว่าสีแสงและลักษณะการปรากฏก็เหมือนกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.. นี่เวลาก็ผ่านไปราวห้าสิบกว่าปีแล้ว...

มีคนเห็นกับตาแน่เหรอครับ.. ผู้เขียนถามย้ำกับชาวบ้าน

เห็นกับตา คนนี้เขาไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่ป่าแถบบนภู เขาเห็นแก้วเสด็จตอนกลางคืน

ผู้เขียนเองยังไม่มีโอกาสพบท่านฆราวาสชายผู้ปฏิบัติธรรมท่านนี้ จึงยังไม่ทราบรายละเอียดมากไปกว่านี้ เท่าที่ทราบจากคำบอกเล่าก็คือการเห็นของท่านไม่ใช่เห็นในนิมิตตอนนั่งสมาธิแต่เป็นการเห็นด้วยตาเปล่าในยามปกตินี้เอง

เผอิญผู้เขียนมีโอกาสดีได้พบ พระภิกษุนักปฏิบัติ(ไม่ประสงค์จะออกนาม) ในแถบนั้น ก็ได้กราบเรียนถามท่านว่าท่านได้เห็นแก้วเสด็จหรือเปล่า ท่านบอกว่าเห็นเหมือนกันและบอกตรงกันว่าเป็นแก้วดวงเดิมที่ว่านี้ นอกจากแก้วดวงเดิมนี้แล้ว ยังปรากฏเห็นแก้วพญานาคอีกดวงหนึ่งด้วย

นี่คือข่าวใหม่ใน พ.ศ.นี้(๒๕๕๓) เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์แก้ววิเศษที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยคนทั่วไป

มุมมองข้ามมิติและกาลเวลา

ภูพานและลำโขงก็เป็นดินแดนที่ราบสูงธรรมดาอย่างที่ผู้เขียนคุ้นเคยเมื่อตอนสมัยยังเด็ก มีภูสูงบ้าง เป็นเทือกเขาทิวยาวบ้าง มีป่าดิบแล้ง ทุ่งกว้าง บรรยากาศช่างโล่งโจ้งโปร่งสบาย อาจจะแห้งๆ แต่นั่นจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งสบายอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างจากความร้อนชื้นของทางภาคกลาง ต่างจากกลิ่นไอเค็มของน้ำแถบฝั่งทะเล อากาศในภาคพื้นที่ราบสูงจะสะอาดและมีความกดต่ำลง ทำให้รู้สึกโปร่งสบายหัวและมีข้อดีคือพวกยุงและแมลงจะไม่มากเท่าที่ลุ่ม นี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เสริมให้ จังหวัดหนองคาย ถูกจัดเป็น เมืองที่น่าอยู่อันดับเจ็ดของโลก

จากมิติมุมมองปกติของคนเรา เมื่อผนวกเข้ากับอดีตอันยาวนานพร้อมกับความลี้ลับอันไม่รู้จบของโลกและจักรวาล จะสามารถพาเราเข้าสู่มิติเรื่องราวแห่งมนต์ขลังอันไม่รู้สิ้นของดินแดนลุ่มน้ำโขงสองฝั่ง

ดินแดนแห่งนี้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์พร้อมสาวก ได้เคยเสด็จมาโปรดสัตว์และประทับรอยพระพุทธบาทไว้หลายแห่ง ทรงมีพุทธพยากรณ์ว่าในอนาคต พระศรีอาริยเมตไตรย์พุทธเจ้า ก็จะเสด็จมาเช่นกัน

หากจะกล่าวถึงอดีตการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ก็เกี่ยวข้องอยู่กับดินแดนแห่งนี้มากซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นดินแดน โพธิสัตว์ภูมิ ก็คงไม่ผิด เช่น

ท่าแขก พระโพธิสัตว์มีวิบากกรรม ได้พรากลูกนกแขกเต้ามาให้ลูกของตัวเล่น ต่อมาท่าข้ามนั้นได้นามว่า ท่าแขก กรรมได้ตามสนองต้องพลัดพรากจากมเหสี โอรส และธิดา ในสมัยเป็น พระเจ้าสัมพมิตรราช แล้วกรรมยังตามไปถึงชาติที่เกิดเป็น ท้าวสุทธนู และ พระเจ้าสุพรหมทัตต์ ด้วย

กัปปนคิริ แปลว่า ดอยเข็ญใจกำพร้า ชื่อของ ภูกำพร้า ได้นามตามตำนานเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ตามความว่า ...พระยาติโคตรบูรณ์พระองค์นั้นเมื่อชาติหนหลัง พระยาได้นำเอา ลูกนก ไข่เต่า และไข่ตะกวดมากินและขายเลี้ยงชีวิต ครั้นเกิดมาจึงได้เป็นคนเข็ญใจและปราศจากบิดา มารดา บุตร ภรรยา และเสนาอำมาตย์ที่พึงใจ พระองค์จักได้เป็นผู้ฐปนาพระอุรังคธาตุไว้ในดอยอันนี้ๆ จึงได้ชื่อว่า ดอยเข็ญใจภูกำพร้าก็เพื่อเหตุอันนั้น...

การสร้างบุญบารมีนั้นยากแสนยากนักหนา แม้จะเป็นผู้ฝักใฝ่แต่ความดีอย่างพระโพธิสัตว์ก็ยังต้องพลาดพลั้งทำกรรมไปไม่รู้เท่าไหร่ นอกจากนี้ พระโพธิสัตว์ยังได้เกิดมา สั่งสมความดี เผยแผ่ธรรม และประดิษฐานไว้พระศาสนา ในหลายภพชาติเป็นอเนกอนันต์ในดินแดนแห่งนี้

ถ้าจะกล่าวถึงชั้นภูมิอันซับซ้อนของจักรวาลหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สิบหกชั้นฟ้าสิบห้าชั้นดิน ตามคัมภีร์โบราณแล้วยิ่งมีเรื่องราวมากมาย

พวกมนุษย์ซึ่งอยู่ในภูมิที่ซ้อนกันอยู่ เช่น อมรโคยานทวีป ปุพพวิเทหะทวีป อุตตรกุรุทวีป เป็นต้น ก็อาศัยอยู่มาเนิ่นนานและมีความผูกพันเชื่อมโยงกัน ที่สำคัญคือเขาไม่ได้อายุสั้นเหมือนคนเรา อย่างน้อยที่สุดก็ อายุ ๗๐๐ ปี ขึ้นไป ทำไมเขาจะไม่รู้ความเป็นไปของคนใน ชมพูทวีป ของเราซึ่งมีอายุไม่ค่อยจะถึงร้อย

ยังมี เหล่าเทวดา อีก อยู่รักษาพระธาตุและพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ อายุเป็นหมื่นๆ ปี ทั้งพระภูมิอารักษ์ต่างๆ ก็มีอยู่มากไม่รู้จะคณานับ ถ้าท่านอยู่มาตลอดก็คงเห็นชีวิตคนอันแสนสั้นเกิดแล้วตายเล่าเหมือนมดปลวก ทั้งที่ยังไม่ทันได้เรียนรู้อะไรเลย

บั้งไฟพญานาค

ผู้เขียนเองเคยกราบเรียนถามพระอาจารย์กรรมฐานบางท่านว่า

ทำไมดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขงจึงมีคนสามารถเห็นปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคได้

ท่านให้ข้อคิดเห็นว่า

อาจจะเป็นด้วยบุญบารมีพระอรหันต์ในดินแดนแถบนี้ ท่านช่วยเปิดให้มีความเชื่อมโยงสามารถเห็นกันได้

ผู้เขียนเคยรับฟังคำบอกเล่าจากพระภิกษุนักปฏิบัติว่า ครั้งหนึ่งมีพญานาคจำแลงเป็นชายหนุ่มโพกผ้าแดงขึ้นมากราบพระภิกษุที่ จังหวัดอุดรธานี แล้วบอกว่า ...ที่เห็นเป็นบั้งไฟพญานาคนั้นคือแสงแก้วประจำเมือง ชาวบ้านเมืองพวกข้าน้อยจะอัญเชิญแก้วประจำเมืองออกมาทำพิธีแห่สมโภชน์เพื่อความเป็นศิริมงคลปีละครั้งในช่วงเทศกาลออกพรรษา... นี่เป็นคำบอกเล่าของพระภิกษุที่ไม่ประสงค์จะออกนามซึ่งท่านก็รับฟังต่อมา ผู้เขียนสงสัยในเรื่องนี้จึงถามพระอาจารย์กรรมฐานว่า

หรือว่าเป็นแสงแก้วอย่างที่เล่ามาล่ะครับอาจารย์ ไม่ใช่บั้งไฟ...

ท่านตอบว่า

ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกัน แต่เรื่องบั้งไฟนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะชาวนาคก็เหมือนคนเรานี้เอง ชอบเล่นสนุกเหมือนกัน

ผู้เขียนนึกถึงคำบอกเล่าของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระครูบาอาจารย์ผู้ซึ่งเล่าว่า เคยมีอดีตชาติเกิดเป็นพญานาคมาถึง ๙๘ ชาติ ท่านเคยเล่าว่ามีทั้งนาคภูเขาและนาคในลำน้ำโขงมารบกัน ส่วน ศรีสุทโธนาคราช นั้นเป็นราชันย์ใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง มีอาณาเขตการปกครองครอบคลุมไปไกลถึง ๔ ประเทศใน ไทย ลาว เขมร และเวียดนาม

นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนได้รับทราบมาแล้วนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟัง มิใช่จะยืนยันข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นอะไร

ชุนคำ จิตจักร : เรียบเรียง : เจ้าของลิขสิทธิ์

ลงพิมพ์ในนิตยสารมหามงคล ฉบับที่ 3, 4 และ 10 พ.ศ.2553

(Khongriverso.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานแล้ว)

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 09 มกราคม 2018 เวลา 05:42 น.)